หัวเถิก” เป็นปัญหาเรื่องผมที่ใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด เพราะเป็นอาการที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกคน โดยอาการหัวเถิกคือคนที่มีบริเวณหน้าผากร่นสูงมากกว่าปกติ มองเผิน ๆ อาจเหมือนคนหน้าผากกว้างแต่สำหรับบางคนไม่ใช่แค่นั้น แต่ยังมีผมที่บางลงไปด้วย จึงทำให้หัวเถิกกลายเป็นอีกปัญหากวนใจที่ใคร ๆ ก็อยากแก้ไข วันนี้ Grow & Glow Clinic จะมาอธิบายให้ฟังว่าปัญหาหัวเถิกเกิดจากสาเหตุใดเพื่อให้คุณรู้ทันก่อนสายเกินแก้

  1. เกิดจากกรรมพันธุ์
    ปัญหาหัวเถิกข้อแรกเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เป็นการส่งต่อทางพันธุกรรมภายในครอบครัว โดยส่วนมากจะพบในผู้ชายมากกว่า ในระยะแรก ๆ จะเริ่มเป็นเป็นแนวผมด้านหน้าจะเริ่มเถิกร่นขึ้นไปเรื่อย ๆ สาเหตุเกิดจากรากผมมีความไวต่อฮอร์โมนแอนโดรเจน ทำให้เส้นผมอายุสั้นมากกว่าปกติจนบางลงไปเรื่อยหากปล่อยไว้ปัญหาหัวเถิกอาจสายเกินแก้ ส่วนผู้หญิงก็สามารถเกิดได้เช่นกันเป็นผลมาจากฮอร์โมนแอนโดรเจนเช่นกัน

  2. ปัญหาความเครียด
    ความเครียดถือเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาหัวเถิก เนื่องจากเวลาคนเราเครียดจะหลั่งฮอร์โมน Cortisol มากกว่าปกติ ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้มีผลทำให้เส้นผมที่อยู่ในระยะเติบโต (Anagen) เข้าสู่ระยะพัก (Telogen) มากขึ้นทำให้ผมร่วงมากกว่าปกติ หากภาวะเครียดลดลงเส้นผมก็จะฟื้นฟูเองตัวเองภายใน 4-6 เดือน สามารถช่วยแก้ไขปัญหาหัวเถิกได้

  3. ฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติบางช่วงเวลา
    บางช่วงเวลาร่างกายก็มีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนที่ผิดปกติซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการหัวเถิกและผมร่วงได้ โดยช่วงเวลาดังนี้
    – ผู้หญิงหลังคลอด เป็นช่วงที่ฮอร์โมนกำลังปรับสมดุลทำให้เกิดภาวะผมร่วงหลังคลอด 2-3 เดือน และจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 6-12 เดือน
    – ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เมื่อฮอร์โมนเพศหญิงลดลงทำให้ผมร่วงบางมากขึ้น
    – ผู้หญิงที่มีภาวะถุงน้ำในรังไข่ (PCOS) จะมีระดับ Androgen มากกว่าปกติ ทำให้เกิดผมร่วงได้มาก มักมีอาการร่วมอื่นๆ เช่นเป็นสิวเยอะ ผิวมัน ขนดก


  4. หัวเถิกจากเส้นผมและหนังศีรษะมีความผิดปกติ
    เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น หนังศีรษะบริเวณด้านหน้ามีการอักเสบติดเชื้อจากแบคทีเรียหรือเชื้อรา, ภาวะต่อมไขมันบนหนังศีรษะอักเสบ, เกิดอาการสะเก็ดเงิน และอาการผมร่วงเป็นหย่อม โดยอาการเหล่านี้สามารถเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้

  5. หัวเถิกจากภาวะโรคภัยไข้เจ็บ
    ข้อนี้เป็นอาการข้างเคียงจากโรคร้ายแรงต่าง ๆ หลายโรคด้วยกันไม่ว่าจะเป็น โรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ร่วมกับอาการอื่น ๆ อย่างปวดตามข้อ ผื่นขึ้นตามตัว ไข้เรื้อรัง, โรคไทยรอยด์ ทั้งไทรอยด์ที่เป็นพิษและอาการผลิตไทรอยด์น้อย และสุดท้ายคือโรคเรื้อรังประเภทอื่น ๆ อย่างโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์, โรคตับเรื้อรัง, โรคไตเรื้อรัง เป็นต้น ทั้งนี้ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยแก้ปัญหาผมร่วงและหัวเถิก


  6. พฤติกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน
    ปัญหาหัวเถิกบางครั้งก็เกิดจากพฤติกรรมที่คนเรามักชอบทำเป็นประจำไม่ว่าจะเป็นการมัดผมแบบรวบตึงเป็นประจำ ทำให้แนวผมด้านหน้าค่อย ๆ เถิกร่น, การใช้สารเคมีอย่างเช่น การดัดผม ทำสีผมบ่อย ๆ และการใช้ความร้อนกับผมบ่อย ๆ อย่างการไดร์ผม ยืดผม เป็นต้น หากลดกิจกรรมเหล่านี้ก็จะช่วยแก้ปัญหาหัวเถิกลดลงได้

  7. การสูบบุหรี่
    การสูบบุหรี่ในปริมาณมากและต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานทำให้มีผลต่อกระทบต่อการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย รวมไปถึงเลือดที่ไหลเวียนบริเวณหนังศีรษะได้น้อยลงจึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาหัวเถิกและอาจสายเกินแก้ได้ เพราะสารอาหารที่เลือดนำเข้ามาเลี้ยงรากผมไม่เพียงพอจนทำให้เส้นผมหยุดการเติบโตในที่สุด

  8. ผลข้างเคียงจากการใช้ยารักษาโรคบางชนิด
    ข้อสุดท้ายเป็นผลจากการใช้ยารักษาโรคบางชนิดซึ่งอาจมีผลข้างเคียงต่อร่างกายได้หลายอาการ โดยหนึ่งนั้นคือภาวะผมร่วงที่เป็นสาเหตุของอาการหัวเถิก ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาหัวเถิกอย่างถูกต้อง โดยยาที่ทำให้เกิดภาวะผมร่วงมีดังนี้ ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด, ยารักษาคอพอกเป็นพิษ, ยาคุมกำเนิด, ยาใช้ป้องกันโรคเกาต์, ยาคลายเครียด, ยาโรคหัวใจ, ยาโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น

ปัญหาหัวเถิกภาวะผมร่วงที่แก้ไขได้
สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาหัวเถิกที่นำเสนอไปข้างต้นนั้น ผู้อ่านสามารถนำไปสำรวจความผิดปกติของตัวเองได้เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาหัวเถิกได้อย่างตรงจุด ซึ่งในบางกรณีก็ถ้าได้ลองงดหรือลดกิจกรรมบางอย่างลงก็ทำให้เส้นผมและรากผมได้มีช่วงเวลาได้ฟื้นฟูตัวเองได้ เช่น ลดการมัดผมแบบรวบตึง, ลดการจัดแต่งผมด้วยการดัด หรือทำสีผม และลดการใช้ความร้อนกับเส้นผม เป็นต้น แต่ถ้าเป็นกรณีที่เกิดขึ้นจากโรคภายในต่าง ๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที เพื่อการวินิจฉัยอาการต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง และไม่เกิดอันตรายใด ๆ ต่อร่างกาย