ปัญหาเกี่ยวกับเส้นผมเป็นเรื่องที่คอยกวนใจใครหลายคน โดยเฉพาะคนที่เจอปัญหาอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นอาการผมร่วงมากกว่าปกติ อาการหัวเถิกที่อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ และหนักสุดคืออาการศีรษะล้านซึ่งกรณีนี้จะเป็นเคสที่เส้นผมไม่มีการเจริญเติบโต ณ บริเวณนั้น ๆ สำหรับอาการเหล่านี้มีปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นได้มากมาย เช่น เป็นผลข้างเคียงจากโรคร้ายแรงหรือการรักษาโรคบางชนิด, เกิดจากความเครียดสะสมจนทำให้ระบบการเจริญเติบโตของเส้นผมผิดปกติ และอาจมากจากกรรมพันธุ์ที่ถูกถ่ายทอดจากคนในครอบครัว
ในปัจจุบันปัญหาเหล่านี้มีวิธีแก้ไขอยู่มากมายโดย 1 ในวิธีที่ทำให้เส้นผมกลับมาเป็นปกติได้อย่างถาวรก็คือวิธีการปลูกผมแบบถาวร ซึ่งตามมาตรฐานขององค์กรปลูกผมนานาชาติหรือ ISHRS ได้กำหนดเทคนิควิธีการปลูกผมอยู่ 2 อย่างคือ FUT และ FUE และทั้ง 2 เทคนิคนี้แตกต่างอย่างไรมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง?

วิธีการปลูกผมทั้ง 2 เทคนิคต่างกันอย่างไร

  1. FUT หรือ Follicular Unit Transplantation (Strip)
    คือวิธีการปลูกถ่ายย้ายรากผมด้วยการผ่าตัด มีขั้นตอนการทำโดยนำชิ้นหนังศีรษะขนาดเล็กที่มาจากการผ่าตัดทางด้านหลังท้ายทอย จากนั้นทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการคัดสรรกราฟผมออกมาเป็นกอเล็ก ๆ ขั้นตอนนี้จะมีชื่อเรียกว่า Silvering

    ข้อดีและข้อเสียของวิธีการปลูกผมแบบ FUT
    ข้อดีของวิธีการปลูกผมแบบ FUT จะมีทั้งหมด 3 อย่างด้วยกันคือ เป็นการผ่าตัดเล็กทำให้มองไม่เห็นแผลผ่าตัด และผมด้านหลังยังดกดำเหมือนเดิมความหนาแน่นไม่ลดลง ทำให้สามารถปลูกผมเพิ่มเติมในอนาคตได้ ส่วนข้อเสียเมื่อตัดผมสั้นมากๆ จะเห็นแผลเป็นแนวยาวที่หลังศีรษะ ควรไว้ผมหลังศีรษะเพื่อปกปิดไว้อย่างน้อย 1.5 cm และสำหรับวิธีการปลูกผมแบบ FUT จะมีระยะพักฟื้นจากการผ่าตัดค่อนข้างนาน
    ข้อสำคัญของวิธีนี้คือจำเป็นต้องอาศัยความชำนาญจากแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น เพราะในขั้นตอนการปลูกผมวิธีนี้นับเป็นการผ่าตัดประเภทหนึ่ง

    วิธีการปลูกผมแบบ FUT เหมาะกับเคสใดบ้าง
    – เคสที่ต้องการจำนวนกราฟผมมาก ๆ เช่น ศีรษะล้านจากด้านหน้าไปด้านหลัง
    – เคสที่มีปัญหาเรื่องผมบางก่อนวัยอันควร ซึ่งอาจเกิดจากพันธุกรรมจากครอบครัว
    – เคสที่ไม่ค่อยอยากให้ใครรู้ว่าปลูกผมมาเพราะเป็นวิธีที่ไม่ต้องโกนผม


  2. FUE หรือ Follicular Unit Excision
    คือเทคนิคที่ปลูกผมด้วยวิธีการย้ายเซลล์รากผมแบบกอต่อกอ โดยใช้หัวเจาะกอผมขนาดเล็กพิเศษเพื่อนำรากผมออกมาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดแบบ FUT และจะไม่หลงเหลือรอยแผลเป็นทิ้งไว้อีกด้วย

    ข้อดีและข้อเสียของวิธีการปลูกผมแบบ FUE
    ข้อดีของเทคนิค FUE คือแผลเป็นจะมีขนาดที่เล็กมาก ๆ กระจายตามรูขุมขนบนหนังศีรษะ ทำให้สามารถไว้ผมสั้นได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องรอยแผลเป็น อีกทั้งวิธีการเจาะแบบ FUE ทำให้ใช้เวลาการพักฟื้นไม่นาน แผลเป็นสามารถหายได้ภายใน 1 สัปดาห์เท่านั้นและไม่มีอาการเจ็บหลังการทำ FUE ส่วนข้อเสียของเทคนิคนี้คือความหนาแน่นของเส้นผมที่อาจจะลดลงตามจำนวนกอที่ได้เจาะออกไป ทำให้เทคนิค FUE ไม่เหมาะกับเคสที่ต้องการเส้นผมปริมาณมาก ๆ หรือเคสที่ต้องทำถึง 2 ครั้ง อาจทำให้กราฟผมไม่พอและอาจเกิดอาการผมบางที่ด้านหลังศีรษะแทน

    วิธีการปลูกผมแบบ FUE เหมาะเคสใดบ้าง
    – เหมาะกับเคสที่ไม่ต้องใช้เส้นผมจำนวนมาก เช่น เคสที่เป็นมีไรผมเป็นง่ามตัว M ด้านหน้า
    – เหมาะกับคนที่ต้องไว้ผมสั้นเช่น ทหาร และตำรวจ

ผลลัพธ์ของเทคนิคการปลูกผมทั้ง 2 วิธี

เทคนิคการปลูกผมแบบถาวรทั้ง 2 วิธี มีขั้นตอนการทำที่คล้ายกันตรงที่ทั้งคู่นับเป็นการผ่าตัดเล็ก เพราะเป็นการย้ายรากผมจากด้านหลังที่มีความดกดำและหนาแน่นมากกว่า แบ่งออกมาเพื่อปลูกในส่วนของด้านหน้า  เช่นเดียวกัน จะแตกต่างก็ตรงวิธีการนำผมออกเท่านั้นและมีความเหมาะสมกับเคสที่ได้นำเสนอไป ส่วนระยะเวลาที่ผลลัพธ์ได้ชัดเจนจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปีขึ้น ทั้งนี้การเลือกวิธีปลูกผมแบบถาวรควรได้รับการปรึกษาและประเมินความจำเป็นโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยสำหรับคุณ