โรคดึงผมตัวเองคืออะไร อันตรายไหม ? รู้ทันก่อนผมบางเป็นหย่อม
Key Takeaways
โรคดึงผมตัวเอง เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับแรงกระตุ้น ความเครียด และพฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่ควบคุมได้ยาก หากปล่อยไว้นานอาจทำให้ผมบางเป็นหย่อม หนังศีรษะระคายเคือง รากผมอ่อนแอ หรือเกิดแผลเป็นจนผมไม่ขึ้นได้ การดูแลจึงควรเริ่มจากการปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิก เพื่อปรับพฤติกรรมและเรียนรู้วิธีเลิกดึงผมตัวเองอย่างเหมาะสม หากควบคุมอาการได้แล้วแต่ยังมีปัญหาผมบาง ควรพบแพทย์ด้านเส้นผมเพื่อประเมินแนวทางฟื้นฟูหรือปลูกผมต่อไป
หลายคนอาจเคยเผลอดึงผมตัวเองเวลาเครียด เหม่อ หรือใช้ความคิดหนัก ๆ แล้วรู้สึกว่าแค่ทำไปโดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนหยุดไม่ได้ ดึงแล้วรู้สึกโล่งใจ สบายใจ หรือมีผมบางเป็นหย่อมตามมา อาจไม่ใช่แค่นิสัยติดมือธรรมดา แต่อาจเข้าข่าย “โรคดึงผมตัวเอง”
โรคชอบดึงผมตัวเอง เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตและพฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่ควบคุมได้ยาก แม้จะไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่สามารถส่งผลกระทบต่อความมั่นใจ บุคลิกภาพ การเข้าสังคม รวมถึงสุขภาพเส้นผมและหนังศีรษะในระยะยาว โดยเฉพาะในคนที่ดึงผมบริเวณเดิมซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน จนเกิดผมบาง ผมแหว่ง หรือรากผมเสียหาย
มารู้จักโรคดึงผมตัวเองให้ชัดขึ้น ตั้งแต่สาเหตุ อาการ วิธีสังเกต ไปจนถึงวิธีเลิกดึงผมตัวเอง และคำตอบสำหรับผู้ที่รักษาพฤติกรรมนี้ได้แล้ว แต่ยังมีปัญหาผมบางหรือศีรษะล้านเป็นหย่อม ว่าควรจะดูแลต่ออย่างไร

โรคดึงผมตัวเองคืออะไร ใช่โรคทางจิตเวชไหม ?

โรคดึงผมตัวเอง (Trichotillomania) คือภาวะที่ผู้ป่วยมีแรงกระตุ้นให้ดึงผมตัวเองซ้ำ ๆ แม้จะพยายามห้ามตัวเองแล้ว แต่ก็ยังหยุดไม่ได้ ในบางคนอาจดึงผมเวลารู้สึกเครียด กังวล เบื่อ หรือไม่สบายใจ ขณะที่บางคนอาจดึงผมโดยไม่รู้ตัวระหว่างดูซีรีส์ อ่านหนังสือ ทำงาน หรืออยู่ลำพัง
โรคนี้ไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นตั้งใจทำร้ายตัวเอง แต่เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมแรงกระตุ้นและพฤติกรรมซ้ำ ๆ โดยมักจัดอยู่ในกลุ่มโรคที่สัมพันธ์กับอาการย้ำคิดย้ำทำและพฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่ควบคุมได้ยาก (Obsessive-Compulsive Spectrum)
สิ่งที่ทำให้โรคชอบดึงผมตัวเองแตกต่างจากการจับผมหรือเล่นผมทั่วไป คือ ผู้ป่วยมักรู้สึกตึงเครียดก่อนดึง และรู้สึกโล่ง ผ่อนคลาย หรือพึงพอใจหลังจากดึงผมออกมาแล้ว แต่หลังจากนั้นอาจตามมาด้วยความรู้สึกผิด อาย หรือกังวลว่าคนอื่นจะสังเกตเห็นบริเวณที่ผมบาง
โรคดึงผมตัวเองเกิดจากอะไร ?
สาเหตุของโรคชอบดึงผมตัวเองมักไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดเพียงปัจจัยเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายด้าน ทั้งสภาพจิตใจ อารมณ์ พฤติกรรมที่เคยชิน และบางรายอาจมีปัจจัยทางชีวภาพร่วมด้วย
ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคดึงผมตัวเอง ได้แก่
- ความเครียดและความกังวล บางคนเริ่มดึงผมเมื่อต้องเผชิญกับความกดดัน ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ หรือช่วงชีวิตที่มีเรื่องให้คิดมาก
- พฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่ทำจนเคยชิน เริ่มจากการดึงผมเพียงไม่กี่เส้น แต่เมื่อทำแล้วรู้สึกโล่งใจ สมองอาจจดจำว่านี่คือวิธีระบายความเครียด จนกลายเป็นพฤติกรรมซ้ำ
- ความรู้สึกไม่สบายหนังศีรษะหรือไม่พอใจเส้นผมบางเส้น เช่น รู้สึกว่าผมเส้นนั้นหยาบ แข็ง งอ หรือแตกปลาย จึงอยากดึงออก
- ช่วงวัยและพัฒนาการทางอารมณ์ โรคนี้มักพบเริ่มต้นในช่วงวัยเด็กตอนปลายถึงวัยรุ่น โดยเฉพาะช่วงอายุประมาณ 10-17 ปี และในบางคนอาจมีอาการต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม
- ภาวะทางจิตใจอื่น ๆ ที่เกิดร่วมกัน เช่น ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรืออาการย้ำคิดย้ำทำบางรูปแบบ
ในกลุ่มวัยทำงาน โรคชอบดึงผมตัวเองอาจถูกมองข้ามได้ง่าย เพราะหลายคนเข้าใจว่าเป็นเพียงพฤติกรรมตอนเครียดจากงาน แต่หากเริ่มมีผมบางเป็นหย่อม หนังศีรษะระคายเคือง หรือรู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้ ควรเริ่มสังเกตอย่างจริงจัง
อาการของโรคดึงผมตัวเอง มีลักษณะยังไงบ้าง ?
อาการของโรคชอบดึงผมตัวเองไม่ได้จำกัดแค่การดึงผมบนศีรษะเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดึงขนคิ้ว ขนตา หนวด เครา หรือขนตามร่างกายส่วนอื่น ๆ และในบางรายอาจมีพฤติกรรมอื่นร่วมด้วย เช่น กัดเล็บ แกะผิวหนัง หรือเล่นกับเส้นผมที่ดึงออกมา
โดยทั่วไป อาการโรคดึงผมตัวเองสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะหลัก
1. ดึงผมแบบรู้ตัว
การดึงผมแบบรู้ตัวมักเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยมีอารมณ์บางอย่าง เช่น เครียด กังวล หงุดหงิด เบื่อ หรือรู้สึกไม่พอใจเส้นผมบางเส้น ผู้ป่วยอาจตั้งใจเลือกเส้นผมที่อยากดึง เช่น เส้นที่แข็ง เส้นที่งอ เส้นที่รู้สึกแปลกกว่าปกติ หรือผมบริเวณเดิมซ้ำ ๆ
หลังจากดึงผมออกมาแล้ว มักรู้สึกโล่ง สบายใจ หรือเหมือนได้ปลดปล่อยความตึงเครียด แต่ไม่นานอาจรู้สึกผิดหรือกังวลเมื่อเห็นผมร่วง ผมบาง หรือหนังศีรษะเริ่มเห็นชัดขึ้น
2. ดึงผมแบบไม่รู้ตัว
การดึงผมแบบไม่รู้ตัวมักเกิดขึ้นในช่วงที่กำลังเหม่อ ใช้ความคิด หรือทำกิจกรรมที่ทำให้มือว่าง เช่น ดูซีรีส์ อ่านหนังสือ นั่งประชุมออนไลน์ ขับรถ นอนเล่นโทรศัพท์ หรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์
ในกรณีนี้ ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวว่าดึงผมไปแล้วหลายเส้น จนกระทั่งเห็นผมร่วงอยู่บนโต๊ะ บนหมอน หรือมีคนรอบข้างทัก บางคนจึงต้องอาศัยคนใกล้ตัวช่วยสังเกตอย่างอ่อนโยน ไม่ตำหนิหรือทำให้รู้สึกอับอาย
โรคดึงผมตัวเองอันตรายไหม ถ้าไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น ?
แม้โรคชอบดึงผมตัวเองจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่หากปล่อยไว้นานโดยไม่ได้รับการดูแล อาจส่งผลกระทบได้ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิต
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
- ผมบางเป็นหย่อม โดยเฉพาะบริเวณที่ดึงซ้ำบ่อย ๆ เช่น กลางศีรษะ ขมับ ไรผม หรือท้ายทอย
- หนังศีรษะระคายเคืองหรือเกิดแผล หากดึงผมรุนแรง อาจทำให้รูขุมขนอักเสบ เป็นสะเก็ด หรือเกิดแผลซ้ำ
- รากผมอ่อนแอหรือเสียหายระยะยาว การดึงซ้ำ ๆ เป็นเวลานานอาจทำให้ผมขึ้นใหม่บางลง หรือขึ้นได้น้อยลง
- เกิดแผลเป็นจนผมไม่ขึ้น ในบางรายที่มีการอักเสบหรือแผลรุนแรง อาจเกิดพังผืดหรือแผลเป็นบริเวณรูขุมขน ทำให้ผมขึ้นใหม่ได้ยาก
- เสียความมั่นใจและหลีกเลี่ยงการเข้าสังคม หลายคนพยายามปกปิดผมบางด้วยหมวก ผ้าคาดผม แป้งปิดผมบาง หรือทรงผมบางแบบ จนเริ่มกระทบการใช้ชีวิต
- เกิดความเครียดซ้ำซ้อน ยิ่งดึงผมก็ยิ่งกังวลเรื่องผมบาง และความกังวลนั้นอาจกระตุ้นให้กลับไปดึงผมซ้ำอีก
ดังนั้น การรักษาโรคดึงผมตัวเองจึงไม่ควรรอให้ผมบางชัดหรือเกิดแผลก่อน เพราะยิ่งเริ่มดูแลเร็ว โอกาสฟื้นฟูทั้งพฤติกรรมและสุขภาพเส้นผมก็ยิ่งดีขึ้น
โรคดึงผมตัวเอง ต้องไปพบหมออะไร ?
หากสงสัยว่าตัวเองเข้าข่ายโรคดึงผมตัวเอง ควรเริ่มจากการพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิก เพื่อประเมินพฤติกรรม อารมณ์ ความเครียด และภาวะทางจิตใจที่อาจเกี่ยวข้อง เพราะหัวใจหลักของการรักษาโรคนี้คือการช่วยให้ผู้ป่วยรู้เท่าทันแรงกระตุ้น และค่อย ๆ ปรับพฤติกรรมดึงผมให้ลดลง
ในขณะเดียวกัน หากมีปัญหาผมบาง ผมแหว่ง หนังศีรษะอักเสบ หรือสงสัยว่ารากผมได้รับความเสียหาย อาจพบแพทย์ผิวหนังหรือแพทย์ด้านเส้นผมร่วมด้วย เพื่อประเมินสภาพหนังศีรษะ รูขุมขน และแนวทางฟื้นฟูผมที่เหมาะสม
โดยสรุปคือ
- หากยังควบคุมพฤติกรรมดึงผมไม่ได้ ควรเริ่มที่จิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิก
- หากมีผมบาง หนังศีรษะเป็นแผล หรือผมไม่ขึ้นหลังหยุดดึง ควรพบแพทย์ด้านเส้นผมร่วมด้วย
- หากต้องการปลูกผม ควรประเมินหลังควบคุมพฤติกรรมดึงผมได้อย่างคงที่แล้ว
โรคดึงผมตัวเองมีวิธีรักษาและบรรเทาอาการอย่างไรได้บ้าง ?
หากเป็นโรคดึงผมตัวเอง วิธีรักษาที่เหมาะสมมักต้องดูเป็นรายบุคคล เพราะแต่ละคนมีตัวกระตุ้น ความรุนแรงของอาการ และสภาพจิตใจที่แตกต่างกัน โดยแนวทางรักษาหลัก ๆ ได้แก่
การบำบัดพฤติกรรมและความคิด
การบำบัดเป็นหนึ่งในวิธีรักษาหลักของโรคดึงผมตัวเอง เช่น การทำ Cognitive Behavioral Therapy (CBT) ร่วมกับเทคนิค Habit Reversal Training (HRT) ช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้ว่า ตัวเองมักดึงผมในสถานการณ์ใด อารมณ์แบบไหน หรือช่วงเวลาใดของวัน จากนั้นจึงฝึกเปลี่ยนพฤติกรรมดึงผมไปเป็นพฤติกรรมอื่นที่ไม่ทำร้ายตัวเอง เช่น กำมือ บีบลูกบอล จับของเล่นมือ หรือขยับมือไปทำกิจกรรมอื่นแทน
นอกจากนี้ บางรายอาจใช้เทคนิคอื่นร่วมด้วย เช่น Acceptance and Commitment Therapy (ACT) และ Dialectical Behavior Therapy (DBT) เพื่อช่วยจัดการอารมณ์ ความเครียด และแรงกระตุ้นภายใน
การใช้ยา
ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาร่วมกับการบำบัด โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรืออาการย้ำคิดย้ำทำร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม ยังไม่มียาตัวใดที่ถือเป็นยาหลักสำหรับรักษาโรคชอบดึงผมตัวเองโดยตรง การใช้ยาจึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง
การดูแลหนังศีรษะและเส้นผม
หากมีแผล หนังศีรษะระคายเคือง รูขุมขนอักเสบ หรือผมบางชัด ควรดูแลหนังศีรษะควบคู่กันไปด้วย โดยแพทย์อาจประเมินว่ามีการอักเสบ มีแผลเป็น หรือมีภาวะผมร่วงอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เพื่อวางแผนฟื้นฟูให้เหมาะสม

วิธีเลิกดึงผมตัวเองเบื้องต้น เริ่มได้ง่าย ๆ
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มสังเกตว่าตัวเองมีพฤติกรรมดึงผม หรืออยู่ระหว่างการรักษา สามารถลองใช้วิธีเลิกดึงผมตัวเองเบื้องต้นเหล่านี้ควบคู่กันได้
จดบันทึกว่าดึงผมตอนไหน
ลองจดสั้น ๆ ว่าดึงผมเวลาไหน อยู่ที่ไหน กำลังรู้สึกอะไร และดึงผมบริเวณใดบ่อยที่สุด เช่น ดึงตอนประชุม ดึงตอนเครียดจากงาน ดึงตอนดูซีรีส์ หรือดึงก่อนนอน การรู้ตัวว่าทริกเกอร์คืออะไร จะช่วยให้วางแผนรับมือได้ง่ายขึ้น
ทำให้มือไม่ว่าง
เมื่อต้องอยู่ในสถานการณ์ที่มักเผลอดึงผม เช่น นั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือดูโทรทัศน์ อาจใช้ของเล่นมือ ลูกบอลบีบ ยางยืด ดินน้ำมัน หรือปากกามาจับแทน เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของมือจากการดึงผมไปเป็นสิ่งที่ไม่ทำร้ายหนังศีรษะ
ลดการเข้าถึงบริเวณที่ชอบดึง
บางคนอาจใช้วิธีติดพลาสเตอร์ที่ปลายนิ้ว สวมหมวก ผ้าคาดผม มัดผม หรือเปลี่ยนทรงผมให้จับผมได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มักเผลอ เช่น ก่อนนอนหรือระหว่างทำงาน
ใช้เทคนิคผ่อนคลายเมื่อเกิดแรงกระตุ้น
เมื่อรู้สึกอยากดึงผม ให้ลองหายใจลึก ๆ ช้า ๆ นับ 1-10 กำมือไว้สักพัก ลุกไปล้างหน้า ดื่มน้ำ เดินเปลี่ยนบรรยากาศ หรือทำกิจกรรมสั้น ๆ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ วิธีนี้อาจไม่ได้หยุดได้ทันทีทุกครั้ง แต่ช่วยให้สมองค่อย ๆ เรียนรู้ทางเลือกใหม่แทนการดึงผม
ขอให้คนใกล้ตัวช่วยเตือนแบบไม่กดดัน
การเตือนควรเป็นการเตือนอย่างอ่อนโยน เช่น แตะไหล่เบา ๆ ส่งสัญญาณมือ หรือใช้คำสั้น ๆ ที่ตกลงกันไว้ ไม่ควรตำหนิ ดุ หรือทำให้ผู้ป่วยรู้สึกผิด เพราะความอับอายและความเครียดอาจยิ่งกระตุ้นให้ดึงผมมากขึ้น
รักษาโรคดึงผมตัวเองหายแล้ว แต่ผมยังบาง ทำยังไงดี ?
บางคนสามารถควบคุมโรคชอบดึงผมตัวเองได้แล้ว แต่ผมบริเวณที่เคยดึงซ้ำกลับขึ้นช้า ขึ้นบาง หรือไม่กลับมาหนาเหมือนเดิม สาเหตุอาจเกิดจากรากผมถูกดึงซ้ำเป็นเวลานานจนอ่อนแอ หรือในบางรายอาจมีแผลเป็นที่ทำให้รูขุมขนเสียหายถาวร
แนวทางดูแลหลังหยุดดึงผมได้แล้ว ควรเริ่มจากการประเมินหนังศีรษะและรากผมอย่างละเอียด แพทย์อาจพิจารณาวิธีฟื้นฟูตามความเหมาะสม เช่น การดูแลหนังศีรษะ การกระตุ้นรากผม การรักษาผมบาง หรือในกรณีที่รากผมเสียหายจนผมไม่ขึ้นแล้ว อาจพิจารณาการปลูกผมถาวร
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือไม่ควรรีบแก้ปัญหาผมบางโดยที่พฤติกรรมดึงผมยังไม่สงบ เพราะหากยังมีการดึงซ้ำ ผมที่รักษาหรือปลูกใหม่ก็อาจได้รับผลกระทบอีกได้
โดยทั่วไป การปลูกผมควรพิจารณาเมื่อ
- ควบคุมพฤติกรรมดึงผมได้แล้วในระดับที่คงที่
- ไม่มีการดึงผมซ้ำบริเวณเดิมอย่างต่อเนื่อง
- หนังศีรษะไม่มีแผลอักเสบ หรือแผลที่ยังไม่หายดี
- แพทย์ประเมินแล้วว่าบริเวณที่ผมบางสามารถรับกราฟผมได้
- มีผมบริเวณท้ายทอยหรือด้านข้างเพียงพอสำหรับนำมาปลูก
สำหรับเทคนิคปลูกผมที่อาจใช้ได้ เช่น FUT (Follicular Unit Transplantation) หรือ FUE (Follicular Unit Excision) โดยแพทย์จะต้องออกแบบแนวผม ทิศทางผม และประเมินความหนาแน่นให้เหมาะกับแต่ละเคส
ที่ Grow & Glow Clinic แพทย์จะประเมินทั้งประวัติการดึงผม ระยะเวลาที่หยุดดึง สภาพหนังศีรษะ ความเสียหายของรากผม และความคาดหวังของผู้เข้ารับบริการ เพื่อวางแผนว่าควรเริ่มจากการฟื้นฟูรากผมก่อน หรือสามารถพิจารณาปลูกผมได้อย่างเหมาะสม
โรคดึงผมตัวเอง ควรรักษาทั้งจิตใจและเส้นผมควบคู่กัน
การดูแลโรคดึงผมตัวเองควรเริ่มจากวิธีรักษาที่ต้นเหตุ โดยปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิก เพื่อช่วยให้เข้าใจแรงกระตุ้นของตัวเอง และเรียนรู้วิธีเลิกดึงผมตัวเองอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน หากสามารถควบคุมพฤติกรรมดึงผมได้แล้ว แต่ยังมีปัญหาผมบาง ผมแหว่ง หรือผมขึ้นใหม่ไม่หนาเหมือนเดิม ก็ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ด้านเส้นผมเพิ่มเติม เพื่อวางแผนฟื้นฟูรากผมหรือพิจารณาการปลูกผมในกรณีที่เหมาะสม
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาคลินิกปลูกผมในกรุงเทพฯ เพื่อแก้ปัญหาผมบางหรือผมแหว่งหลังจากโรคดึงผมตัวเองสงบแล้ว Grow & Glow Clinic พร้อมให้คำปรึกษาโดยแพทย์หญิงภัทรา ภิญโญภาวศุทธิ (หมอเบนซ์) แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการปลูกผม ที่ได้การรับรองวุฒิบัตรจาก ABHRS (American Board of Hair Restoration Surgery) และ ISHRS ช่วยดูแลเส้นผมเป็นรายบุคคล ตั้งแต่การประเมินสภาพหนังศีรษะ ความแข็งแรงของรากผม ระดับความเสียหายของบริเวณที่เคยถูกดึง ไปจนถึงการวางแผนเทคนิคปลูกผมที่เหมาะสม
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
- โทรศัพท์ : 084 501 9989
- LINE OA : @clinicgrowandglow
- Facebook Page : GROW & GLOW Clinic ปลูกผมถาวร