มีโรคประจำตัวปลูกผมได้ไหม มีข้อควรระวังอะไรบ้างที่ควรรู้ ?
Key Takeaways
มีโรคประจำตัวปลูกผมได้ไหม ? โดยทั่วไปแล้วสามารถทำได้หากโรคเหล่านั้นได้รับการควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ตัวอย่างเช่น หากเป็นโรคเบาหวาน ก็ต้องคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้เกิน 200 mg/dL เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องแผลหายช้าหรือการติดเชื้อ เช่นเดียวกับโรคความดันโลหิตสูงที่ควรมีค่าความดันต่ำกว่า 140/90 mmHg ในวันผ่าตัด ส่วนผู้ป่วยโรคหัวใจจำเป็นต้องรับการประเมินร่วมกับอายุรแพทย์เพื่อวางแผนปรับยาต้านเกล็ดเลือดอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีโรคประจำตัวทุกชนิดจำเป็นต้องแจ้งประวัติสุขภาพและรายชื่อยาที่รับประทานทั้งหมด เพื่อให้แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการปลูกผมดูแลอย่างใกล้ชิดให้ปลอดภัยในทุกขั้นตอน

การ ปลูกผม FUE หรือ ปลูกผม FUT แม้จะจัดเป็นการผ่าตัดเล็ก ใช้เพียงยาชาเฉพาะที่และไม่ต้องดมยาสลบ อย่างไรก็ตาม กระบวนการย้ายเซลล์รากผมหรือกอเส้นผม (กราฟ) จากบริเวณท้ายทอยมายังบริเวณที่มีปัญหาผมบางจนเห็นร่องแสกกว้าง หรือบริเวณที่ศีรษะล้าน ก็จำเป็นต้องอาศัยความชำนาญการทางการแพทย์เป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ การประเมินสภาพร่างกายและประวัติสุขภาพของคนไข้ก่อนเข้ารับบริการ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว อย่างโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ ที่มักเกิดความลังเลใจว่าตนเองจะสามารถทำหัตถการนี้ได้หรือไม่ ในบทความนี้จะพาไปเจาะลึกข้อมูลทางการแพทย์ว่าหากมีโรคประจำตัวปลูกผมได้ไหม โรคไหนที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ และโรคแบบไหนที่จำเป็นต้องเลื่อนการทำหัตถการออกไปก่อน
เป็นเบาหวานปลูกผมได้ไหม ?
ในทางการแพทย์แนะนำว่า คนเป็นเบาหวานสามารถปลูกผมถาวรได้ เพียงแต่มีเงื่อนไขสำคัญคือจะต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและคงที่ โดยในวันที่จะเข้ารับการทำหัตถการ ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ควรสูงเกินกว่า 200 mg/dL
หลายคนอาจมีความกังวลว่า คนเป็นเบาหวานมักจะมีปัญหาเรื่องแผลหายยาก แผลหายช้า หรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป แต่สำหรับการปลูกเส้นผมถาวรนั้น บริเวณหนังศีรษะนับเป็นจุดที่มีกระแสเลือดมาหล่อเลี้ยงในปริมาณที่สูงมากเป็นพิเศษ ส่งผลให้เซลล์ผิวหนังและเนื้อเยื่อบริเวณนี้ได้รับสารอาหารรวมถึงระบบภูมิคุ้มกันอย่างเต็มที่ รอยแผลขนาดเล็กจากการเจาะเก็บกราฟผมและการฝังรากผมใหม่จึงสามารถฟื้นฟูและสมานตัวได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม หากคนไข้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดอย่างต่อเนื่อง จำเป็นจะต้องให้คนไข้ปรึกษากับอายุรแพทย์ที่รักษาเบาหวาน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือปรับยารับประทานจนกว่าจะควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย โดยจะมีการพิจารณาความพร้อมเป็นราย ๆ ไป
คนเป็นเบาหวานจะปลูกผมถาวรต้องเช็กอะไรบ้าง ?
เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายและลดความเสี่ยงทางการแพทย์ให้เหลือน้อยที่สุด ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรตรวจสอบและเตรียมตัวตามเช็กลิสต์ดังต่อไปนี้
- ตรวจระดับน้ำตาลล่าสุด : ควรเข้ารับการตรวจและบันทึกค่าระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar) และระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ก่อนวันนัดผ่าตัด
- ปรึกษาอายุรแพทย์ประจำตัว : ควรแจ้งให้อายุรแพทย์ผู้ดูแลโรคเบาหวานทราบว่ากำลังจะเข้ารับการทำหัตถการหรือผ่าตัดเล็ก เพื่อขอคำแนะนำและใบรับรองแพทย์ยืนยันความพร้อมของร่างกาย
- แจ้งรายชื่อยาทั้งหมด : นำรายชื่อยาลดน้ำตาลในเลือดหรืออินซูลินที่กำลังใช้งานอยู่ทั้งหมดมาแจ้งให้แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการปลูกผมทราบ เพื่อวางแผนการรับประทานยาในวันผ่าตัด
- เตรียมตัวก่อน-หลังผ่าตัดอย่างเคร่งครัด : ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์ในการดูแลความสะอาดของหนังศีรษะและแผลอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
คนไข้โรคความดัน ปลูกผมได้ไหม ?
โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคประจำตัวที่พบในคนไทยจำนวนมาก หลายคนเลยไม่มั่นใจว่าจะสามารถปลูกผมถาวรได้หรือไม่
คำตอบคือ “สามารถปลูกผมถาวรได้” หากคนไข้สามารถควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย คือ น้อยกว่า 140/90 mmHg
หากในวันผ่าตัดหรือทำหัตถการ ค่าความดันโลหิตพุ่งสูงเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด แพทย์อาจพิจารณาให้คนไข้รับประทานยาลดความดันเพิ่มเติม นั่งพักผ่อนเพื่อลดความตื่นเต้น หรือในกรณีที่ความดันยังคงสูงวิกฤต อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนวันหรือเลื่อนวันในการปลูกผมออกไปก่อน เนื่องจากภาวะความดันโลหิตสูงจะส่งผลทำให้เลือดไหลออกมากในขณะที่แพทย์กำลังทำการเจาะและฝังกราฟ ซึ่งเลือดที่ไหลออกมาปริมาณมากจะบดบังทัศนวิสัยในการทำงานของแพทย์ และอาจส่งผลกระทบต่ออัตราการรอดของเซลล์รากผมที่นำลงไปปลูกใหม่ด้วย
คนเป็นโรคความดันโลหิตสูงต้องเตรียมตัวก่อนปลูกผมอย่างไร ?
สำหรับคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง แม้ว่าจะสามารถปลูกผมถาวรได้ แต่ก็ต้องเตรียมตัวและเช็กสุขภาพดังต่อไปนี้
- วัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ : ควรจดบันทึกค่าความดันโลหิตของตนเองในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัดหรือทำหัตถการ เพื่อดูว่าความดันอยู่ในระดับที่คงที่หรือไม่
- รับประทานยาลดความดันตามแพทย์สั่ง : และห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด โดยเฉพาะในเช้าวันผ่าตัดยังคงต้องรับประทานยาตามปกติ
- แจ้งประวัติการแพ้ยา : แจ้งรายชื่อยาลดความดันที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน รวมถึงประวัติการแพ้ยาหรือยาชาให้แพทย์ทราบ
- เตรียมตัวลดความเครียด : คืนก่อนผ่าตัดควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันไม่ให้ความดันพุ่งสูงจากความตื่นเต้น
คนไข้โรคหัวใจ ปลูกผมได้ไหม ?
สำหรับผู้ที่สงสัยว่าหากมีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจ แล้วปลูกผมได้ไหม คำตอบคือ สามารถปลูกผมได้บางกรณี เนื่องจากโรคหัวใจเป็นโรคที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ ไม่สามารถตัดสินใจผ่าได้ทันที ต้องปรึกษาอายุรแพทย์ก่อนทุกครั้ง
เนื่องจากผู้ป่วยโรคหัวใจมักจะต้องรับประทานยาที่มีผลต่อระบบการแข็งตัวของเลือดและระบบไหลเวียนโลหิต เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด หรือยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งจะส่งผลทำให้เลือดหยุดไหลได้ช้ากว่าปกติในระหว่างการผ่าตัด รวมถึงยาควบคุมการเต้นของหัวใจบางชนิดที่อาจส่งผลต่อปฏิกิริยาของยาชา แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการปลูกผมจึงจำเป็นต้องทำการปรึกษาและประสานงานร่วมกับอายุรแพทย์โรคหัวใจผู้ดูแลไข้ก่อนเสมอ
คนเป็นโรคหัวใจต้องตรวจและเช็กอะไรบ้างก่อนปลูกผมถาวร ?
สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ จำเป็นต้องประเมินความเสี่ยง และตรวจเช็กสุขภาพอย่างละเอียด เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการปลูกผม ดังนี้
- ประเมินความเสี่ยงกับอายุรแพทย์ : ต้องได้รับใบรับรองแพทย์จากอายุรแพทย์โรคหัวใจ ว่าสภาพร่างกายแข็งแรงเพียงพอที่จะทนต่อการผ่าตัดเล็กและการใช้ยาชา
- เช็กยาต้านเกล็ดเลือดและยาละลายลิ่มเลือด : ต้องให้อายุรแพทย์เป็นผู้ประเมินว่า สามารถสั่งงดยาเหล่านี้ชั่วคราวในช่วงก่อนและหลังผ่าตัดได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ โดยห้ามคนไข้หยุดยาเองโดยพลการ
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) : ในบางกรณีอาจต้องมีการตรวจเช็กการทำงานของหัวใจล่าสุด เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการเฝ้าระวัง
- แจ้งข้อจำกัดทางร่างกาย : เช่น หากมีภาวะหอบเหนื่อยง่าย หรือใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (Pacemaker) ต้องแจ้งให้คลินิกทราบล่วงหน้าอย่างละเอียด
โรคประจำตัวอื่น ๆ ที่ควรแจ้งแพทย์ก่อนปลูกผม
นอกเหนือจาก 3 โรคหลักข้างต้นแล้ว ยังมีโรคประจำตัวอื่น ๆ ที่คนไข้จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบในขั้นตอนการปรึกษาเบื้องต้น เพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้องและดูแลอย่างใกล้ชิดให้ปลอดภัย
- โรคไทรอยด์ : ทั้งภาวะไทรอยด์เป็นพิษและไทรอยด์ทำงานต่ำ เนื่องจากฮอร์โมนไทรอยด์มีผลโดยตรงต่อวงจรการเติบโตและการหลุดร่วงของเส้นผม หากโรคยังไม่คงที่ อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ของผมที่ปลูกใหม่ได้
- โรคตับและโรคไต : สภาพการทำงานของตับและไตมีผลต่อกระบวนการขับยาชาและยาปฏิชีวนะออกจากร่างกาย หากคนไข้มีภาวะตับหรือไตเสื่อมรุนแรง แพทย์ต้องปรับเปลี่ยนปริมาณยาให้เหมาะสม
- โรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (Autoimmune Diseases) : เช่น โรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia Areata) หรือโรค SLE ซึ่งต้องได้รับการประเมินว่าโรคอยู่ในระยะสงบหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันเข้าไปทำลายเซลล์รากผมที่ปลูกใหม่
โรคแบบไหนที่ไม่ควรปลูกผมหรือต้องเลื่อนการทำหัตถการ
แม้ว่าผู้ที่มีปัญหาโรคประจำตัวส่วนใหญ่จะสามารถเข้ารับการผ่าตัดปลูกผมถาวรได้ แต่ในทางการแพทย์ก็มีข้อจำกัดเด็ดขาดสำหรับโรคบางประเภทที่ไม่แนะนำให้ทำหัตถการ หรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาให้โรคสงบและเลื่อนการผ่าตัดออกไปก่อน ดังนี้
- โรคติดต่อทางเลือดและสารคัดหลั่ง : เช่น โรคไวรัสตับอักเสบบี, ไวรัสตับอักเสบซี, ติดเชื้อ HIV (โรคเอดส์) และโรคซิฟิลิส เนื่องจากเป็นข้อจำกัดและมาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์ที่แนะนำว่าไม่ควรทำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนและการแพร่กระจายเชื้อ
- โรคผิวหนังอักเสบรุนแรงบนหนังศีรษะ : หากบริเวณหนังศีรษะที่จะทำการเจาะเก็บกราฟหรือบริเวณที่ต้องการปลูกผม มีภาวะติดเชื้อแบคทีเรีย, เชื้อรา, สะเก็ดเงินที่กำลังกำเริบ หรือมีแผลพุพอง จำเป็นต้องรักษาโรคผิวหนังเหล่านั้นให้หายสนิทเสียก่อน
- ภาวะที่ยังควบคุมโรคไม่ได้ : คนไข้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงวิกฤต หรือมีความดันโลหิตสูงวิกฤตที่ยังไม่สามารถปรับค่าให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้ จำเป็นต้องเลื่อนการผ่าตัดออกไปจนกว่าร่างกายจะพร้อม
อยากปลูกผม แต่มีโรคประจำตัว ปรึกษา Grow & Glow Clinic
การผ่าตัดปลูกเส้นผมในผู้ที่มีโรคประจำตัว ไม่ใช่เพียงแค่การออกแบบแนวไรผมให้ดูเป็นธรรมชาติหรือการย้ายกราฟทั่วไปเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องของความปลอดภัยและมาตรฐานทางการแพทย์ที่ต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ เนื่องจากหัตถการนี้จำเป็นต้องมีการใช้ยาชาเฉพาะที่ และมีการสร้างแผลขนาดเล็กจำนวนมากบนหนังศีรษะ การประเมินความพร้อมของร่างกายอย่างละเอียดรอบคอบจึงเป็นขั้นตอนพื้นฐานที่มองข้ามไม่ได้เด็ดขาด
มาตรฐานการรักษาที่ปลอดภัยจะต้องเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ประวัติสุขภาพอย่างเจาะลึก การคัดกรองประวัติการรับประทานยา การตรวจเช็กผลเลือดล่าสุด และในบางรายจำเป็นต้องมีการประสานงานร่วมกับอายุรแพทย์ประจำตัวเพื่อปรับเปลี่ยนหรือควบคุมค่าต่าง ๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมก่อนวันผ่าตัด
นอกจากนี้ การคำนวณปริมาณยาชาและการดูแลระหว่างทำหัตถการต้องเป็นไปอย่างแม่นยำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อโรคประจำตัวของคนไข้ การเตรียมความพร้อมอย่างรัดกุมนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อให้อัตราการติดของเส้นผมออกมาดีเท่านั้น แต่คือการปกป้องสุขภาพและร่างกายของคนไข้ในระยะยาว
ที่ Grow & Glow Clinic ยึดมั่นในการดูแลตามมาตรฐานทางการแพทย์เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ทุกเคสที่เข้ารับบริการโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีเงื่อนไขทางด้านสุขภาพ จะได้รับการดูแลและวางแผนการรักษาโดยแพทย์หญิงภัทรา ภิญโญภาวศุทธิ (หมอเบนซ์) แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการปลูกผม ที่ได้รับวุฒิบัตร ISHRS และ American Board of Hair Restoration Surgery (ABHRS) มีระบบคัดกรองที่ละเอียดรอบคอบ และการติดตามผลหลังผ่าตัดอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับความมั่นใจควบคู่ไปกับความปลอดภัยในทุกขั้นตอน สำหรับผู้ที่กำลังมองหาบริการปลูกผมในกรุงเทพฯ และมีข้อกังวลใจเรื่องโรคประจำตัว สามารถนัดหมายเข้ามาพูดคุยและปรึกษากับแพทย์เพื่อร่วมประเมินความพร้อมของร่างกายเบื้องต้นก่อนได้เลย
ปรึกษาแพทย์เรื่องปลูกผมถาวรเพิ่มเติมได้ที่ :
- โทรศัพท์ : 084 501 9989
- LINE ID : @clinicgrowandglow
- Facebook Page : GROW & GLOW Clinic ปลูกผมถาวร