ไขข้อสงสัยผลข้างเคียงยาปลูกผม และข้อควรระวังเมื่อใช้ระยะยาว
| Key takeaway / Summary of topic answer การรับประทานยาปลูกผมต่อเนื่องในระยะยาว ไม่ได้เป็นอันตรายหรือทำลายไตอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด เนื่องจากตัวยามาตรฐานทางการแพทย์ส่วนใหญ่ถูกทำลายและขับออกผ่านตับเป็นหลัก และมีความปลอดภัยสูงหากผู้ใช้มีสุขภาพพื้นฐานที่แข็งแรง การทำความเข้าใจกลไกการออกฤทธิ์ รวมถึงผลข้างเคียงของยาอย่าง Finasteride และ Minoxidil จะช่วยให้คลายความกังวลและมีวินัยในการรักษามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูผมร่วงจากกรรมพันธุ์ หรือการคงสภาพเส้นผมหลังการปลูกผมถาวร สิ่งสำคัญที่สุดคือควรใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง ไม่ปรับเพิ่มลดขนาดยาเอง และหมั่นตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การงอกใหม่ของเส้นผมที่ชัดเจน ปลอดภัย และคืนความมั่นใจได้อย่างยั่งยืน |
ผมร่วง ผมบาง หรือศีรษะล้าน เป็นปัญหาที่บั่นทอนความมั่นใจของใครหลายคน และเมื่อตัดสินใจเข้ารับการรักษา “ยาปลูกผม” คือหนึ่งในทางเลือกหลักที่แพทย์มักแนะนำ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มักจะมีเสียงร่ำลือที่ทำให้หลายคนเกิดความลังเลใจว่า “กินยาปลูกผมนาน ๆ เป็นอันตรายไหม ?” หรือ “กินไปเรื่อย ๆ ไตจะพังหรือเปล่า ?” ความกังวลเหล่านี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะการนำสารเคมีเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องย่อมสร้างความรู้สึกกังวลใจ ดังนั้น เพื่อตอบข้อสงสัยดังกล่าว บทความนี้จะพาไปเจาะลึกข้อเท็จจริงทางการแพทย์ อธิบายกลไกการทำงานของยาอย่างตรงไปตรงมา และไขข้อข้องใจว่าแท้จริงแล้ว ยาปลูกผมมีผลข้างเคียงกับร่างกายเราอย่างไรบ้าง
ยาปลูกผมส่งผลต่อการทำงานของไตจริงไหม ?
“กินยาเยอะ ๆ ระวังไตพัง” เป็นความเชื่อที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ซึ่งก็มีส่วนถูกในแง่ของการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือยาสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐาน แต่สำหรับ “ยาปลูกผมมาตรฐานทางการแพทย์” นั้น มีข้อเท็จจริงที่หลายคนมักเข้าใจผิด
ในทางเภสัชวิทยา ยาปลูกผมแบบรับประทานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ส่วนใหญ่จะถูกทำลายและขับออกจากร่างกายผ่านตับเป็นหลัก ไม่ใช่ไต ดังนั้น ความกังวลเรื่องไตพังจึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สิ่งที่แพทย์มักจะให้ความสำคัญและเฝ้าระวังมากกว่าเมื่อต้องสั่งยาปลูกผมในระยะยาวคือ “การทำงานของตับ”
อย่างไรก็ตาม หากคุณเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีประวัติโรคตับหรือโรคไตเรื้อรัง การรับประทานยาปลูกผมภายใต้การดูแลและประเมินขนาดยาโดยแพทย์เฉพาะทางด้านเส้นผมและหนังศีรษะ ถือว่ามีความปลอดภัยสูงมาก ร่างกายสามารถขับยาออกได้ตามปกติโดยไม่เกิดการสะสมจนเป็นพิษ ยาปลูกผมจึงไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด หากใช้อย่างถูกวิธีและมีการตรวจติดตามค่าเลือดเป็นระยะ
เจาะลึก 2 ยาปลูกผมยอดนิยมด้านกลไกการทำงานและผลข้างเคียง
เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจและใช้ยาได้อย่างสบายใจมากขึ้น เรามาทำความรู้จักกับยารับประทาน 2 ชนิดหลักที่เป็นมาตรฐานในการรักษาปัญหาผมร่วงจากกรรมพันธุ์
1.Finasteride
กินยาปลูกผมนานๆ เป็น อันตรายไหม แม้จะมีคำร่ำลือกันว่า มีความอันตราย แต่จริงๆ แล้ว การรับประทานยาทุกอย่าง ก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพของเราด้วย ยาปลูกผมไม่ได้อันตรายแบบที่คิด หากใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ ถ้าเกิดว่าไม่มีปัญหาตับ หรือไตมาก่อนทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์สุขภาพที่ดี ก็สามารถทำให้การกินยาไม่ส่งผลต่อการดำรงชีวิต ไม่ก่อกำเนิดให้เกิดโรคภัย แต่หากใครที่ไม่ถูกกับยาตัวที่ใช้ ก็อาจจะเจอผลข้างเคียง
ผลข้างเคียงของยาปลูกผม
1.Finasteride

Finasteride (ฟินาสเตอไรด์) คือยาที่ใช้สำหรับรักษาผมร่วงผมบางจากพันธุกรรมในเพศชาย (Androgenetic Alopecia)
- กลไกการออกฤทธิ์ : ปัญหาผมร่วงในผู้ชายส่วนใหญ่เกิดจากฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อว่า DHT (Dihydrotestosterone) ซึ่งคอยโจมตีรากผมให้ฝ่อเล็กลง ยาปลูกผม Finasteride จะเข้าไปทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ 5-Alpha Reductase Type II ซึ่งเป็นตัวการที่เปลี่ยนฮอร์โมน Testosterone ให้กลายเป็น DHT เมื่อปริมาณ DHT ในหนังศีรษะลดลง รากผมจึงไม่ถูกทำลาย เส้นผมที่บางจะกลับมาเส้นใหญ่และแข็งแรงขึ้น
- โดสยาที่เหมาะสม : สำหรับการรักษาเส้นผม โดสยามาตรฐานจะอยู่ที่ 1 มิลลิกรัมต่อวัน
- ผลข้างเคียงที่อาจพบ : สิ่งที่ผู้ชายกังวลที่สุดคือ “ผลกระทบต่อสมรรถภาพทางเพศ” ความจริงคือ อาการอย่างความต้องการทางเพศลดลง การแข็งตัวลดลง หรือปริมาณอสุจิลดลง เป็นผลข้างเคียงยาปลูกผมที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ก็พบได้น้อยมากเพียง 1-2% ของผู้ใช้ยาเท่านั้น และที่สำคัญคืออาการเหล่านี้สามารถกลับมาเป็นปกติได้ภายใน 1-3 เดือนหลังหยุดยา
- ข้อห้ามใช้ที่สำคัญ : ห้ามใช้ยาปลูกผม Finasteride ในสตรีเด็ดขาด โดยเฉพาะสตรีวัยเจริญพันธุ์หรือตั้งครรภ์ เพราะหากได้รับยาอาจส่งผลให้ทารกในครรภ์เพศชายมีความผิดปกติของอวัยวะเพศแต่กำเนิดได้
2.Minoxidil

Minoxidil คืออะไร ? อธิบายแบบเข้าใจง่าย Minoxidil (ไมนอกซิดิล) เป็นยาที่ช่วยกระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีทั้งรูปแบบทาและรูปแบบรับประทาน
- กลไกการออกฤทธิ์ : เดิมที Minoxidil เป็นยารักษาโรคความดันโลหิตสูง มีฤทธิ์ในการเปิดช่องโพแทสเซียมทำให้เกิดการขยายตัวของหลอดเลือด เมื่อหลอดเลือดบริเวณหนังศีรษะขยายตัว เลือด ออกซิเจน และสารอาหารจึงไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงรากผมได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้วงจรชีวิตของเส้นผมในระยะเจริญเติบโตยาวนานขึ้น เส้นผมจึงร่วงช้าลงและงอกใหม่ได้หนาขึ้น
- โดสยาที่เหมาะสม : สำหรับแบบรับประทานเพื่อปลูกผม มักใช้ในขนาดต่ำ เช่น 1.25-5 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งต้องให้แพทย์เป็นผู้ปรับขนาดยาตามการตอบสนองของแต่ละบุคคล
- ผลข้างเคียงที่อาจพบ : เนื่องจากยาปลูกผม Minoxidil ไม่ได้ออกฤทธิ์เฉพาะที่หนังศีรษะ ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือ “ขนขึ้นผิดที่” เช่น มีขนอ่อนบริเวณใบหน้า แขน หรือขา ยาวขึ้น นอกจากนี้ ด้วยฤทธิ์ขยายหลอดเลือด บางรายอาจมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตตก หน้ามืด เวียนศีรษะ หรือมีอาการบวมน้ำบริเวณหน้าแข้ง ดังนั้น หากมีสัญญาณดังกล่าวควรหยุดยาและรีบพบแพทย์ทันที
- ข้อห้ามใช้ที่สำคัญ : ผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตต่ำ หรือสตรีมีครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้ภายใต้การดูแลของอายุรแพทย์อย่างใกล้ชิด
หลังปลูกผม ต้องรับประทานยาต่อเนื่องหรือไม่ ?
หลายคนที่แก้ปัญหาผมร่วง ผมบาง หรือศีรษะล้านด้วยการ “การปลูกผมถาวร” มักมีคำถามในใจว่า “ปลูกผมแล้วต้องกินยาไหม ?” หรือ “เซลล์รากผมแข็งแรงแล้ว ทำไมหมอยังให้กินยาต่ออีก ?” ดังนั้น เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เราต้องแบ่งเส้นผมบนศีรษะออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้
- กรณีผมที่ปลูกใหม่ : รากผมที่ย้ายมาจากบริเวณท้ายทอย เป็นรากผมที่แข็งแรงและดื้อต่อฮอร์โมน DHT อย่างไรก็ตาม ในช่วง 6 เดือน ถึง 1 ปีแรกหลังปลูกผม แพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาเพื่อช่วยผลักดันให้กราฟผมที่ปลูกใหม่เจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ ลดโอกาสเกิดภาวะผมร่วงชั่วคราว และทำให้เส้นผมที่งอกใหม่นั้นเส้นใหญ่และแข็งแรงไวขึ้น
- กรณีผมเดิมบริเวณที่ไม่ได้ปลูก : ถึงแม้ผมที่ปลูกใหม่จะอยู่กับคุณไปตลอด แต่ “ผมเส้นเดิม” บนแนวศีรษะที่ไม่ได้ปลูก ยังคงมีกรรมพันธุ์ผมร่วงแฝงอยู่และพร้อมจะถูกทำลายด้วยฮอร์โมน DHT หากคุณหยุดยา ผมเดิมจะค่อย ๆ ร่วงบางลงไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา จนท้ายที่สุดอาจเหลือแต่ผมที่ปลูกไว้ด้านหน้า กลายเป็นหย่อมผมที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ ดังนั้น การรับประทานยาต่อเนื่องจึงเป็นเกราะป้องกันให้ผมเดิมยังคงอยู่คู่กับผมที่ปลูกใหม่ไปตราบนานเท่านาน
ยาปลูกผมให้ผลลัพธ์ได้แค่ไหน ทำอย่างไรหากใช้แล้วไม่เห็นผล ?
การรับประทานยาปลูกผมอย่าง Finasteride และ Minoxidil ถือเป็นมาตรฐานสากลในการรักษาปัญหาผมร่วงจากพันธุกรรม แต่ในทางการแพทย์ ยาปลูกผมมีข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ “ยาจะออกฤทธิ์ได้ก็ต่อเมื่อบริเวณนั้นยังมีเซลล์รากผมที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น” หากคุณปล่อยให้ผมร่วงเป็นเวลานานจนรากผมฝ่อตาย หรือกลายเป็นหนังศีรษะล้านเรียบมันเงาไปแล้ว การรับประทานยาหรือทายาจะไม่สามารถสร้างรากผมใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ หากรู้สึกว่าใช้ยาปลูกผมแล้วไม่ได้ผล อาจเกิดจากสาเหตุเหล่านี้
- รากผมฝ่อไปแล้ว : ไม่มีเซลล์รากผมให้ยาเข้าไปกระตุ้นได้อีกต่อไป กรณีนี้จำเป็นต้องพึ่งพาการปลูกผมถาวรเพื่อย้ายรากผมมาปลูกทดแทนเท่านั้น
- รักษาไม่ตรงจุด : ปัญหาผมร่วงอาจไม่ได้เกิดจากฮอร์โมนกรรมพันธุ์ แต่อาจเกิดจากความเครียด ภาวะขาดสารอาหาร หรือโรคทางระบบภูมิคุ้มกัน การรับประทานยาปลูกผมทั่วไปจึงไม่ตอบโจทย์
- ระยะเวลาไม่เพียงพอ : วงจรเส้นผมต้องใช้เวลา การใช้ยาไม่ถึง 3-6 เดือนแล้วหยุดรับประทานยา มักจะยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
กรณีทดลองใช้ยาอย่างมีวินัยแล้วยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง แนะนำให้รีบเข้ามาพบแพทย์ชำนาญการด้านเส้นผม เพื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องตรวจรากผมหาสาเหตุที่แท้จริงและปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาต่อไป
ใช้ยาปลูกผมร่วมกับการรักษาอะไรได้บ้าง ?
เนื่องจากการรับประทานยาปลูกผมต้องใช้เวลาและอาศัยความสม่ำเสมอ ในปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์จึงมีเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้รักษาควบคู่กับการใช้ยาเพื่อเสริมฤทธิ์ให้ผมงอกเร็วขึ้น แข็งแรงขึ้น หรือในบางกรณีสามารถใช้ทดแทนสำหรับผู้ที่รากผมฝ่อไปแล้วได้ ดังนี้
1. การปลูกผมถาวร (Hair Transplantation)
เป็นทางออกเดียวที่เห็นผลและยั่งยืนที่สุดสำหรับผู้ที่รากผมฝ่อหรือล้านเถิกไปแล้ว ไม่ว่าจะปลูกด้วยเทคนิค FUE ที่โดดเด่นเรื่องการเจาะย้ายเซลล์รากผมทีละกอ ทำให้ไม่มีรอยแผลเป็นแนวยาวและฟื้นตัวได้ไว และแบบ FUT ที่โดดเด่นเรื่องการย้ายรากผมปริมาณมากในคราวเดียว และให้กราฟผมที่มีความสมบูรณ์สูง ทั้งสองเทคนิคนี้ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและเส้นผมที่ปลูกใหม่จะอยู่ถาวรตลอดไป ทั้งนี้ แพทย์จะเป็นผู้ประเมินสภาพหนังศีรษะ ปริมาณกราฟที่ต้องการ และไลฟ์สไตล์ของคนไข้ เพื่อเลือกเทคนิคที่ตอบโจทย์ที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล
2. การฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP – Platelet Rich Plasma)
เป็นการฟื้นฟูรากผมระดับเซลล์ โดยการนำเลือดของตัวคนไข้เองมาปั่นแยก เพื่อสกัดเอาพลาสมาที่มีเกล็ดเลือดและโกรทแฟคเตอร์ (Growth Factor) สูง เช่น สาร PDGF นำมาฉีดกลับเข้าไปที่หนังศีรษะบริเวณที่ผมเริ่มบาง วิธีนี้จะช่วยซ่อมแซมเซลล์รากผมที่อ่อนแอ กระตุ้นการหล่อเลี้ยงของเส้นเลือด ทำให้เส้นผมที่บางกลับมาเส้นใหญ่และแข็งแรงขึ้นอย่างปลอดภัย เพราะเป็นสารสกัดจากร่างกายตนเอง
3. การฉายเลเซอร์กระตุ้นรากผม (LLLT – Low-Level Laser Therapy)
เป็นการใช้พลังงานแสงเลเซอร์ความร้อนต่ำส่องผ่านหนังศีรษะเพื่อกระตุ้นกระบวนการทำงานของเซลล์รากผม ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตและออกซิเจน ทำให้ลดอาการอักเสบและลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ดี ปัจจุบันมีทั้งรูปแบบการฉายเลเซอร์ที่คลินิก และรูปแบบหมวกเลเซอร์ที่สามารถนำกลับไปใช้งานอย่างต่อเนื่องที่บ้านได้สะดวก
หลักการใช้ยาปลูกผมให้ปลอดภัย
- ห้ามซื้อยารับประทานเองเด็ดขาด : ควรเริ่มต้นการรักษาโดยการปรึกษาแพทย์ชำนาญการด้านเส้นผม หรือเภสัชกร เพื่อประเมินสาเหตุที่แท้จริงและเลือกยาที่ตรงกับร่างกายของคุณ
- ตรวจสุขภาพประจำปี : หากต้องรับประทานยาต่อเนื่องระยะยาว ควรมีการเจาะเลือดตรวจค่าการทำงานของตับ (LFT) และไต (BUN/Cr) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อความสบายใจและให้แพทย์ประเมินความปลอดภัย
- มีวินัยในการใช้ยา : วงจรการเจริญเติบโตของเส้นผมต้องใช้เวลา การรับประทานยาปลูกผมมักจะเห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในเดือนที่ 3-6 ขึ้นไป หากการกิน ๆ หยุด ๆ จะทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง
- อย่าปรับขนาดยาเอง : หากพบผลข้างเคียง เช่น อาการใจสั่น หรือรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงทางสมรรถภาพทางเพศ ห้ามหยุดยาหรือเพิ่ม/ลดขนาดยาด้วยตัวเองกะทันหัน ควรกลับไปปรึกษาแพทย์เพื่อปรับแนวทางการรักษาอย่างเหมาะสม
สรุปชัด ๆ เรื่องยาปลูกผมกับผลกระทบต่อร่างกาย
การกินยาปลูกผมในระยะยาว ไม่ได้เป็นอันตรายหรือเสี่ยงทำให้ไตพังอย่างที่หลายคนกังวลหากคุณมีสุขภาพพื้นฐานที่ดีและอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยยาแต่ละตัวมีกลไกทางการแพทย์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษาปัญหาผมร่วง แม้จะมีผลข้างเคียงบ้างแต่ก็พบได้น้อย และสามารถจัดการได้ด้วยการปรับขนาดยาให้เหมาะสมโดยแพทย์ สิ่งสำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอ ความเข้าใจในข้อจำกัดของยา และการหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตนเอง
คลายกังวลเรื่องยาปลูกผม ดูแลเส้นผมอย่างปลอดภัยไปกับ Grow & Glow Clinic
ถึงตรงนี้ สำหรับใครที่ยังมีข้อสงสัยว่าสภาพร่างกายของตนเองเหมาะกับการกินยาปลูกผมชนิดใด กังวลกับผลข้างเคียงที่กำลังเผชิญอยู่ หรือต้องการวางแผนการรักษาปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน อย่างปลอดภัยและเห็นผลลัพธ์ที่ยั่งยืน อย่าปล่อยให้ความกังวลทำให้คุณพลาดโอกาสที่จะกลับมาดูดีอีกครั้ง สามารถเข้ามาปรึกษาแพทย์ชำนาญการด้านเส้นผมเพื่อประเมินอาการและวางแผนการรักษาที่ตรงจุดได้ที่ Grow & Glow Clinic
ปรึกษาปัญหาเส้นผมและการใช้ยาปลูกผมเพิ่มเติมได้ที่
- โทรศัพท์ : 084-501-9989
- LINE OA : @clinicgrowandglow
- Facebook Page : GROW & GLOW Clinic ปลูกผมถาวรโดยแพทย์เฉพาะทาง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้ยาปลูกผม (FAQs)
เนื่องจากยาปลูกผม Minoxidil มีกลไกหลักในการขยายหลอดเลือด ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยเมื่อใช้แบบรับประทานคืออาการขนขึ้นผิดที่ เช่น มีขนอ่อนยาวขึ้นบริเวณใบหน้า แขน หรือขา นอกจากนี้ในบางรายอาจมีอาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตตก เวียนศีรษะ หรือมีอาการบวมน้ำเล็กน้อยบริเวณหน้าแข้งหรือเปลือกตา ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้มักขึ้นอยู่กับปริมาณยา หากมีอาการรุนแรงแพทย์จะทำการปรับลดขนาดยาลง อาการก็จะดีขึ้น
ยาทั้ง 2 ตัวทำงานคนละกลไกกัน
- Finasteride : ทำหน้าที่ปกป้อง โดยเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ที่สร้างฮอร์โมน DHT ซึ่งเป็นตัวการทำลายรากผม เหมาะสำหรับผู้ชายที่มีปัญหาผมร่วงจากกรรมพันธุ์เป็นหลัก ในผู้ชายหลายรายแพทย์มักแนะนำให้ใช้ยาทั้ง 2 ตัวควบคู่กัน เพื่อผลลัพธ์ที่เสริมฤทธิ์กันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
- Minoxidil : ทำหน้าที่กระตุ้นและให้อาหาร โดยขยายหลอดเลือดให้เลือดไปเลี้ยงรากผมได้ดีขึ้น ช่วยให้ผมงอกใหม่และเส้นใหญ่ขึ้น เหมาะกับทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่มีปัญหาผมบาง
เป็นความเข้าใจผิดที่ว่าผมจะร่วง “หนักกว่าเดิม” แต่ความจริงทางการแพทย์คือ เมื่อเราหยุดยา เส้นผมที่เคยถูกยาช่วยรักษาและกระตุ้นให้งอกขึ้นมา จะค่อย ๆ ทยอยหลุดร่วงไปและกลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนกินยา หรือสภาพที่ควรจะเป็นตามกรรมพันธุ์ ภายในระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือนหลังหยุดยา ดังนั้น หากต้องการรักษาสภาพเส้นผมไว้ จึงจำเป็นต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่ง
มี ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์มีทางเลือกที่หลากหลายและปลอดภัยสูงสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรับประทานยา เช่น
- การปลูกผมถาวร : เป็นการย้ายรากผมที่แข็งแรงมาปลูกใหม่ ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรมชาติที่สุด
- การทำหัตถการกระตุ้นรากผม : เช่น การทำ PRP (Platelet-Rich Plasma) ฉีดเกล็ดเลือดเข้มข้น, การฉีดสเต็มเซลล์รากผม หรือการฉายเลเซอร์ LLLT (Low-Level Laser Therapy)
สำหรับผู้หญิงห้ามรับประทานยา Finasteride เด็ดขาด โดยเฉพาะสตรีวัยเจริญพันธุ์หรือตั้งครรภ์ เพราะอาจทำให้ทารกในครรภ์เพศชายเกิดความผิดปกติได้ ส่วนยาที่แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้คือ Minoxidil แบบรับประทานในขนาดยาที่ต่ำมาก ๆ หรืออาจใช้ยากลุ่มต้านฮอร์โมนเพศชายตัวอื่น ๆ เช่น Spironolactone อย่างไรก็ตาม การใช้ยารับประทานในผู้หญิงต้องมีความระมัดระวังสูง และต้องอยู่ภายใต้การประเมินและสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น โดยทั่วไปแพทย์มักจะแนะนำให้ผู้หญิงเริ่มจากการใช้ยาทาภายนอกก่อน
ทั้งสองวิธีมีหน้าที่ต่างกันและมักต้องใช้ควบคู่กัน ไม่สามารถเปรียบเทียบว่าวิธีไหนดีกว่าได้ เนื่องจากมีข้อบ่งชี้ในการรักษาต่างกัน ดังนี้
- การปลูกผมถาวร : เหมาะกับบริเวณที่รากผมฝ่อตายแล้ว ซึ่งยาไม่สามารถช่วยได้แล้ว จึงต้องย้ายเซลล์รากผมที่แข็งแรงมาปลูกทดแทน
- ยาปลูกผม : เหมาะกับบริเวณที่รากผมยังไม่ฝ่อ ช่วยชะลอการหลุดร่วง ปกป้องผมจากกรรมพันธุ์ และกระตุ้นเส้นผมเดิมให้หนาขึ้น