คู่มือเลือกหวีให้ตรงสภาพผม พร้อมวิธีหวีผมที่ถูกต้อง
การดูแลเส้นผมในชีวิตประจำวันของเรานั้นประกอบไปด้วยหลายขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกใช้แชมพู ครีมนวด ไปจนถึงการปกป้องเส้นผมจากความร้อน แต่มีอีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่เราใช้กันทุกวันจนอาจหลงลืมความสำคัญไป นั่นก็คือ ‘หวี’ นั่นเอง หลายคนอาจคิดว่าหวีแบบไหนก็เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเลือกใช้หวีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพเส้นผม หรือการหวีผมด้วยวิธีที่ผิด ๆ อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำร้ายเส้นผมและหนังศีรษะของเราโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จึงจะพาไปเจาะลึกกันว่า “หวี” นั้นส่งผลต่อสุขภาพเส้นผมได้อย่างไร และเราควรจะเลือกหวีแบบไหนดีเพื่อให้เหมาะสมกับการดูแลเส้นผมของเราที่สุด

ทำไมการเลือกหวีถึงสำคัญต่อชีววิทยาของเส้นผมและหนังศีรษะ?
การหวีผมไม่ใช่แค่การจัดระเบียบเส้นผมให้เรียบร้อย แต่ยังเป็นกระบวนการที่ส่งผลโดยตรงต่อกลไกทางชีววิทยาของหนังศีรษะและเส้นผมในหลายมิติ โดยเราสามารถตอบคำถามที่ว่า “หวีผมช่วยอะไร ?” ได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้
- กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตที่หนังศีรษะ : การใช้หวีที่เหมาะสมจะช่วยนวดเบา ๆ บริเวณหนังศีรษะ เป็นการกระตุ้นให้หลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัว ทำให้เลือดสามารถนำพาออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นไปหล่อเลี้ยงรากผม (Hair Follicle) ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เมื่อรากผมได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่ ก็จะส่งผลให้เส้นผมที่งอกขึ้นมาใหม่มีความแข็งแรงและสุขภาพดี
- กระจายน้ำมันตามธรรมชาติ (Sebum) : ต่อมไขมัน (Sebaceous Gland) บริเวณรากผมจะผลิตน้ำมันที่เรียกว่า “ซีบัม” (Sebum) ออกมาเพื่อเคลือบปกป้องเส้นผมและหนังศีรษะให้มีความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ การใช้วิธีหวีผมที่ถูกต้องจะช่วยกระจายซีบัมจากโคนผมไปยังปลายผมได้อย่างทั่วถึง ทำให้เส้นผมเงางาม ไม่แห้งกร้าน และยังช่วยลดปัญหาหนังศีรษะมันบริเวณโคนผมได้อีกด้วย
- ทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะ : การหวีผมยังช่วยกำจัดสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง เซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว รวมถึงผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมที่ตกค้างอยู่บนเส้นผมและหนังศีรษะออกไป ซึ่งเป็นการทำความสะอาดเบื้องต้นก่อนการสระผม ช่วยลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่อาจเป็นสาเหตุของปัญหารังแคหรือหนังศีรษะอักเสบได้
คู่มือเลือกหวีให้เหมาะกับสภาพเส้นผมของคุณ
การตัดสินใจว่าจะเลือกหวีแบบไหนดีถึงจะเหมาะสมกับประเภทของเส้นผมเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้การจัดทรงง่ายขึ้นและลดการทำร้ายเส้นผมโดยไม่จำเป็น
1. สำหรับผมเส้นเล็กและบาง (Fine/Thin Hair)
ผู้ที่มีผมเส้นเล็กและบางมักประสบปัญหาผมลีบแบนและพันกันได้ง่าย ควรเลือกหวีถนอมผมที่มีซี่ละเอียดและทำจากวัสดุธรรมชาติ เพื่อลดการเกิดไฟฟ้าสถิตซึ่งเป็นสาเหตุของผมชี้ฟู
- หวีแปรงขนหมูป่า (Boar Bristle Brush) : ถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผมประเภทนี้ ขนหมูป่ามีความนุ่มและยืดหยุ่นสูง สามารถช่วยสางผมที่พันกันได้อย่างอ่อนโยนโดยไม่กระชากเส้นผมให้ขาดหลุดร่วง นอกจากนี้ โครงสร้างของขนหมูป่ายังใกล้เคียงกับเส้นผมของมนุษย์ ทำให้สามารถช่วยกระจายน้ำมันตามธรรมชาติ (Sebum) จากโคนจรดปลายได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยให้ผมดูมีวอลลุ่มและเงางามขึ้น
- หวีซี่ละเอียด (Fine-Tooth Comb) : เหมาะสำหรับใช้จัดแต่งทรงผมที่ต้องการความเรียบเนี้ยบ หรือใช้ยีผมเพื่อเพิ่มวอลลุ่มบริเวณโคนผม
2. สำหรับผมหนาและเส้นใหญ่ (Thick/Coarse Hair)
ผมหนาและเส้นใหญ่มักต้องการหวีซี่ห่างที่มีความแข็งแรง เพื่อให้สามารถสางผ่านเส้นผมที่หนาแน่นได้โดยไม่ทำให้ผมขาดหรือหักกลาง
- หวีแปรงไนลอน (Nylon Bristle Brush) : แปรงที่มีขนแปรงทำจากไนลอนจะมีความแข็งแรงทนทานกว่าขนหมูป่า สามารถจัดการกับผมที่หนาและพันกันได้ดี โดยควรเลือกรุ่นที่ขนแปรงมีปุ่มที่ปลายเพื่อช่วยนวดหนังศีรษะไปในตัว
- หวีแปรงซี่ห่าง (Paddle Brush) : แปรงลักษณะนี้จะมีฐานเป็นสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่และมีซี่หวีที่ห่างกัน เหมาะสำหรับใช้สางผมหนา ๆ ให้เรียบตรงและแห้งเร็วขึ้นหลังสระผม
- หวีไม้ซี่ห่าง (Wooden Wide-Tooth Comb) : หวีไม้ช่วยลดการเกิดไฟฟ้าสถิตได้ดี และซี่ที่ห่างจะช่วยให้สามารถสางผมที่หนาและพันกันได้อย่างนุ่มนวล
3. สำหรับผมหยิก ผมดัด หรือผมลอน (Curly/Wavy Hair)
หัวใจสำคัญของการดูแลผมหยิกและผมลอนคือการรักษาลอนผมให้สวยงามเป็นธรรมชาติโดยไม่ทำให้ผมชี้ฟู การใช้หวีที่ไม่เหมาะสมจะไปทำลายเกลียวของลอนผมได้
- หวีซี่ห่างมาก ๆ (Wide-Tooth Comb) : ถือเป็นประเภทของหวีที่เหมาะกับคนผมหยิก ผมดัด หรือผมลอนที่สุด แนะนำให้ใช้หวีประเภทนี้ในขณะที่ผมเปียกและมีครีมนวดผมอยู่ เพื่อช่วยสางผมที่พันกันโดยไม่ทำลายลอนผม และควรหลีกเลี่ยงการหวีผมในขณะที่ผมแห้งโดยเด็ดขาด
- หวีสางผมเปียก (Detangling Brush for Wet Hair) : เป็นแปรงที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ มีซี่แปรงที่ยืดหยุ่นและอ่อนนุ่ม สามารถโค้งงอไปตามเส้นผม ช่วยคลายปมผมที่พันกันได้อย่างง่ายดายโดยไม่กระตุกหรือดึงรั้งเส้นผม
- นิ้วมือ (Finger Combing) : สำหรับผมหยิกมาก การใช้นิ้วมือค่อย ๆ สางผมถือเป็นวิธีที่อ่อนโยนและช่วยรักษารูปทรงของลอนผมได้ดีเช่นกัน

วิธีหวีผมที่ถูกต้อง ลดการขาดร่วง ถนอมเส้นผม
นอกจากการเลือกหวีที่เหมาะสมแล้ว วิธีหวีผมที่ถูกต้องก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะการที่บางคนหวีผมแล้วผมร่วง สาเหตุอาจไม่ได้มาจากการใช้หวีที่ไม่เข้ากับสภาพเส้นผม แต่เกิดจากการหวีผมผิดวิธี โดยเทคนิคและวิธีหวีผมที่ถูกต้องมีดังต่อไปนี้
- ห้ามหวีผมจากโคนลงมาในครั้งเดียว : การลากหวีจากโคนผมลงมาจรดปลายในครั้งเดียวจะทำให้แรงดึงทั้งหมดไปกระจุกอยู่ที่ปมผมที่พันกันด้านล่าง ส่งผลให้เส้นผมถูกกระชากจนขาดหรือรากผมอ่อนแอได้
- เริ่มหวีจากปลายผมก่อนเสมอ : แบ่งผมออกเป็นช่อ ๆ แล้วเริ่มหวีจากปลายผมขึ้นมาประมาณ 2-3 นิ้ว เพื่อสางปมผมที่พันกันบริเวณปลายออกก่อน
- ค่อย ๆ หวีขึ้นไปจนถึงโคนผม : เมื่อปลายผมหายพันกันแล้ว ให้ค่อย ๆ ขยับตำแหน่งการหวีให้สูงขึ้นทีละน้อย จนกระทั่งสามารถหวีจากโคนจรดปลายได้อย่างราบรื่นโดยไม่มีอะไรติดขัด วิธีนี้จะช่วยลดแรงกระทำต่อเส้นผมและรากผมได้อย่างมหาศาล
- ระวังเป็นพิเศษเมื่อผมเปียก : เส้นผมจะอยู่ในสภาพที่อ่อนแอที่สุดเมื่อเปียกน้ำ เนื่องจากโครงสร้างเคราตินในเส้นผมมีการเปลี่ยนแปลงชั่วคราว จึงควรหลีกเลี่ยงการหวีผมด้วยแปรงที่มีซี่ถี่ในขณะที่ผมเปียก แต่สำหรับผู้ที่มีผมหยิก ผมดัด หรือผมลอน ที่จำเป็นต้องหวีผมตอนเปียก แนะนำให้ใช้หวีซี่ห่างมาก ๆ หรือใช้นิ้วมือค่อย ๆ สางเบา ๆ แทน และอาจใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยลดการพันกัน (Leave-in Conditioner/Detangling Spray) ร่วมด้วย
- ทำความสะอาดหวีเป็นประจำ : หวีเป็นแหล่งสะสมของเส้นผมที่หลุดร่วง, ซีบัม, เซลล์ผิวเก่า และผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม ควรดึงเส้นผมออกจากหวีทุกครั้งหลังใช้งาน และทำความสะอาดหวีอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งด้วยสบู่อ่อน ๆ กับน้ำอุ่น เพื่อป้องกันการนำสิ่งสกปรกกลับไปสู่เส้นผมและหนังศีรษะที่สะอาดแล้ว
อย่าปล่อยให้ปัญหาเส้นผมและสุขภาพหนังศีรษะคอยกวนใจ ปรึกษา Grow & Glow Clinic
การเลือกว่าจะใช้หวีแบบไหนดี รวมถึงวิธีหวีผมที่ถูกต้อง ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการลดการขาดหลุดร่วงและถนอมสุขภาพเส้นผมในทุก ๆ วัน แต่หากคุณสังเกตเห็นว่าปัญหาผมร่วงยังคงมีอยู่มากเกินปกติ หรือกำลังเผชิญกับภาวะผมบางที่ทำให้สูญเสียความมั่นใจ นั่นอาจเป็นสัญญาณของปัญหาที่ซับซ้อนกว่าแค่การดูแลภายนอก ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการวินิจฉัยและดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อแก้ไขที่ต้นเหตุ ที่ Grow & Glow Clinic คลินิกรักษาผมบาง ให้บริการปลูกผมถาวรด้วยเทคนิคต่าง ๆ เช่น FUT, FUE และการปลูกผมด้วยวิธี DHI ในกรุงเทพฯ เรามุ่งมั่นที่จะคืนความมั่นใจให้กับคุณด้วยแนวทางการรักษาที่ออกแบบมาเพื่อแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ ทุกเคสดูแลโดยแพทย์หญิงภัทรา ภิญโญภาวศุทธิ (หมอเบนซ์) แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการปลูกผม (Hair Restoration Surgery) ที่ได้รับการรับรองจากสถาบันปลูกผมระดับนานาชาติ กรอกฟอร์มวันนี้เพื่อรับคำปรึกษาออนไลน์กับคุณหมอ ฟรี สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ LINE: @clinicgrowandglow หรือโทร. 084-501-9989
ข้อมูลอ้างอิง
- What Type of Hairbrush is Best for Your Hair?. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 จาก https://www.healthline.com/health/hair-brush-types
- The Benefits of Hair Brushing and How to Do It Properly. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 จาก https://www.healthline.com/health/brushing-hair