วิธีรักษาโรคเซ็บเดิร์มที่หัว และการดูแลตัวเองเบื้องต้น

แพทย์หญิงภัทรา ภิญโญภาวศุทธิ (หมอเบนซ์) - ม.ค. 19, 2026

Key takeaway / Summary of topic answer
การแยกระหว่างรังแคทั่วไปกับเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการรักษา เนื่องจากเซ็บเดิร์มคือภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่มีความรุนแรงกว่าปกติ สังเกตได้จากสะเก็ดสีเหลืองที่มีลักษณะมันเยิ้มร่วมกับอาการแดงและคันอย่างรุนแรง แม้ในผู้ใหญ่โรคนี้มักจะไม่หายขาด 100% แต่สามารถควบคุมให้อาการสงบได้ยาวนานขึ้น ผ่านการใช้แชมพูยาที่มีส่วนผสมของ Ketoconazole หรือ Selenium Sulfide ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนโภชนาการ โดยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง ผลิตภัณฑ์จากนม และแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการอักเสบ พร้อมเสริมสร้างปราการผิวจากภายในด้วยสังกะสี และ Omega-3 สิ่งสำคัญที่สุดคือไม่ปล่อยให้อาการลุกลามจนเกิดพังผืดที่รากผม ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะผมบางถาวร ดังนั้น การปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุดจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการคืนสุขภาพหนังศีรษะที่แข็งแรงและความมั่นใจให้กลับมาอีกครั้ง

เซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ คือ โรคผิวหนังอักเสบชนิดหนึ่ง

อาการคันบริเวณศีรษะ หลายคนอาจคิดว่าเป็นรังแค เลยปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา แต่รู้หรือไม่ว่าอาการเหล่านี้ยังเป็นอาการของโรคเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะได้อีกด้วย แม้จะเป็นอาการที่ไม่รุนแรงแต่สามารถสร้างความรำคาญใจ และหากว่าโรคลุกลามอาจจะทำให้มีอาการผมร่วงไม่หยุด จนต้องมีการรักษาผมบางตามมา 

บทความนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับโรคเซ็บเดิร์ม ทั้งสาเหตุ การรักษา และการดูแลตัวเองในเบื้องต้น  

โรคเซ็บเดิร์มคืออะไร ?

โรคเซ็บเดิร์ม คือ โรคผิวหนังอักเสบชนิดหนึ่ง มีอาการคล้ายคลึงกับโรคผิวหนังอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคสะเก็ดเงิน หรืออาการภูมิแพ้ในเด็กทารก มีอาการแพ้ต่อมไขมันอักเสบที่บริเวณหนังศีรษะ เป็นผื่น แดง มีขุย บางคนอาจคิดว่าเกิดเฉพาะบริเวณศีรษะ แต่เซ็บเดิร์มสามารถเกิดบริเวณใบหน้าได้ด้วย เช่น คิ้ว หน้าผาก หู ข้างจมูก หรือบริเวณที่มีต่อมไขมันสะสมเยอะ โดยส่วนมากจะพบในเด็กอายุน้อยกว่า 3 เดือน และผู้ใหญ่อายุช่วง 30-60 ปี และมักพบบ่อยในเพศชาย

สาเหตุของโรคเซ็บเดิร์ม

การเกิดเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ เกิดจากหลายปัจจัย

โรคเซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) มักเป็นโรคที่ไม่สามารถระบุสาเหตุได้แน่ชัด เนื่องจากสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น 

จะเห็นได้ว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเซ็บเดิร์ม อย่างไรก็ตามเซ็บเดิร์มจัดเป็นโรคผิวหนังเท่านั้นไม่ใช่โรคติดต่อ

อาการของโรคเซ็บเดิร์ม

อาการของโรคเซ็บเดิร์มมักเกิดขึ้นในบริเวณผิวที่มีความมัน และมีต่อมไขมันอยู่มาก เช่น ใบหน้า หลัง หน้าอก จมูก หนังศีรษะ รอบสะโพก ขาหนีบ โดยบริเวณผิวหนังจะแดง แห้ง มีลักษณะเป็นวง 

รังแคกับเซ็บเดิร์มต่างกันยังไง

เซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะกับรังแคต่างกันอย่างไร ?

อาการคันและขุยบนหนังศีรษะอาจไม่ใช่รังแคเสมอไป เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ จึงต้องแยกระหว่างรังแคทั่วไปกับเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะให้ออก โดยอาการทั้งสองอย่างมีความแตกต่างกันดังต่อไปนี้

ข้อเปรียบเทียบรังแค (Dandruff)เซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis)
ลักษณะสะเก็ดขุยสีขาว ขนาดเล็ก แห้ง ร่วงง่ายสะเก็ดสีขาวหรือเหลือง ลักษณะมันเยิ้ม เป็นแผ่นหนา
สภาพผิวหนังปกติ หรือแห้งเล็กน้อย ไม่มีการอักเสบผิวหนังแดง อักเสบ แสบ และบวมแดงชัดเจน
บริเวณที่พบเฉพาะหนังศีรษะหนังศีรษะ คิ้ว ไรผม ข้างจมูก และหลังใบหู
ระดับความคันคันเล็กน้อยถึงปานกลางคันรุนแรงมากขึ้นเมื่อเหงื่อออกหรืออากาศร้อน
สาเหตุหลักหนังศีรษะแห้งหรือมัน, เซลล์ผิวผลัดตัวเร็วเชื้อรา Malassezia ภูมิคุ้มกัน และการอักเสบ

โรคเซ็บเดิร์มรักษาให้หายขาดได้ไหม ?

อาการบวม แดง หนังศีรษะลอกเป็นแผ่น เป็นอาการของเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ

เซ็บเดิร์มเป็นโรคที่เกิดจากภายใน สามารถลุกลามได้ทั่วร่างกาย นอกจากบริเวณศีรษะ ยังสามารถลุกลามไปยังบริเวณหลังและบริเวณหน้าอก ซึ่งอาจไม่สามารถหายสนิทหรือหายขาดไปได้ แต่สามารถรักษาเพื่อให้อาการคัน อาการปวดทุเลาลงได้

วิธีดูแลรักษาโรคเซ็บเดิร์มเบื้องต้น

ผู้ที่เป็นโรคเซ็บเดิร์มสามารถรักษาตัวเองเบื้องต้นง่าย ๆ ดังนี้

  1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางประการ เพื่อทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง เช่น การลดความเครียด การนอนพักผ่อนที่เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  2. รักษาความสะอาดบริเวณที่เป็นโรค ทำความสะอาดเป็นประจำ โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำความสะอาดได้อย่างถูกต้อง ปราศจากสารระคายเคืองต่าง ๆ เช่น น้ำหอม สี พาราเบน และแอลกอฮอล์
  3. ดูแลสมดุลของยีสต์ในร่างกาย เช่น ลดอาหารที่มีส่วนประกอบของยีสต์ จะช่วยควบคุมโรคให้อาการทุเลาลง

วิธีรักษาเซ็บเดิร์มที่หัว 

วิธีรักษาโรคเซ็บเดิร์มที่หัวอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการกำจัดเชื้อราควบคู่กับการลดการอักเสบ ดังนี้

เป็นเซ็บเดิร์มห้ามกินอะไร และควรกินอาหารเสริมอะไร ?

อาหารและโภชนาการมีความสัมพันธ์โดยตรงกับระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของต่อมไขมัน แม้การกินอาหารจะไม่ใช่สาเหตุหลักของโรค แต่การเลือกกินอาหารที่กระตุ้นการอักเสบจะส่งผลให้เซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะกำเริบและรักษายากขึ้น  

กลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง 

การลดหรือเลี่ยงอาหารกลุ่มนี้จะช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนอินซูลิน และลดการผลิตน้ำมันส่วนเกินบนหนังศีรษะ เช่น

อาหารเสริมที่ช่วยรักษาเซ็บเดิร์มและลดการอักเสบที่หนังศีรษะ

นอกจากการหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดการอักเสบแล้ว การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็มีส่วนช่วยฟื้นฟูและลดการอักเสบได้เช่นกัน 

เซ็บเดิร์มหายเองได้ไหม ?

คำตอบแบ่งออกเป็น 2 กรณีตามช่วงอายุและปัจจัยกระตุ้น 

เป็นเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ ทำไมต้องรีบรักษา ?

แม้เซ็บเดิร์มจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่การปล่อยให้อาการกำเริบซ้ำซากโดยไม่รักษา จะส่งผลเสียโดยตรงต่อเส้นผม ดังนี้ 

จัดการเซ็บเดิร์มอย่างถูกวิธี คืนความมั่นใจให้หนังศีรษะและเส้นผม

แม้โรคเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะจะไม่มีอาการที่รุนแรง แต่ก็ไม่สามารถทำการรักษาให้หายขาดได้เช่นกัน นอกจากนี้หากไม่มีการดูแลเซ็บเดิร์มอาจลุกลามมากกว่าเดิม แนะนำให้พยายามหลีกเลี่ยงโลชั่นหรือแชมพูที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่แพทย์แนะนำ พร้อมกับการออกกำลังกายให้สุขภาพแข็งแรง เครียดให้น้อยลง รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ วิธีเหล่านี้เป็นการดูแลตัวเองอย่างง่ายที่สามารถทำได้ที่บ้าน 

แต่สำหรับใครที่กังวลและกำลังเผชิญปัญหากับโรคเซ็บเดิร์มว่าควรรักษายังไง อยากได้คำปรึกษาอย่างละเอียด สามารถขอคำแนะนำและปรึกษากับแพทย์ที่ Grow & Glow Clinic คลินิกปลูกผมได้ทุกช่องทาง เราพร้อมให้คำตอบเพื่อให้คุณกลับมามีหนังศีรษะที่สุขภาพดีและเส้นผมที่แข็งแรงอีกครั้ง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเซ็บเดิร์ม (FAQs)

โรคเซ็บเดิร์มเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมร่วง และเกิดรังแคตามมา

  • ยาเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) ใช้เป็นยาทาเพื่อต้านเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง
  • ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ เช่น ยาไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) ฟลูโอซิโนโลน (Fluocinolone) หรือเดโซไนด์ (Desonide) เพื่อลดอาการแดงหรือคัน
  • ยาทาในกลุ่มแคลซินูริน อินฮิบิเตอร์ (Calcineurin Inhibitors)
  • ยารับประทานสำหรับกำจัดเชื้อรา เช่น ยาเทอร์บิเนอฟีน (Terbinafine)

ในช่วงที่โรคกำลังกำเริบ มีอาการแดง คัน หรือมีสะเก็ดหลุดลอก ควรงดการทำเคมีทุกชนิด เนื่องจากสารเคมีในสีย้อมผมหรือน้ำยาดัดผมจะก่อให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง ซึ่งจะกระตุ้นให้เซ็บเดิร์มอักเสบลุกลามและนำไปสู่ภาวะผมร่วงเฉียบพลันได้ แนะนำให้รักษาจนอาการสงบอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ และควรปรึกษาแพทย์เพื่อทดสอบความแข็งแรงของหนังศีรษะก่อนทำเคมีเสมอ

ไม่สามารถติดต่อได้ เซ็บเดิร์มไม่ใช่โรคติดต่อทางผิวหนัง แต่เป็นภาวะผิวหนังอักเสบที่เกิดจากปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น การตอบสนองต่อเชื้อราประจำถิ่น ความผิดปกติของต่อมไขมัน และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรากลุ่มอื่นแทรกซ้อนได้ หากหนังศีรษะมีแผลจากการเกา

แนะนำให้สระผม วันละ 1 ครั้ง ด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ การสระผมเป็นประจำจะช่วยกำจัดน้ำมันส่วนเกินและคราบสะเก็ดที่เป็นอาหารของเชื้อรา แต่ต้องหลีกเลี่ยงการสระผมบ่อยเกินไป มากกว่า 2 ครั้งต่อวัน หรือการใช้น้ำอุ่นจัด เพราะจะทำให้หนังศีรษะแห้งกร้าน ส่งผลให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นเพื่อชดเชย ซึ่งจะทำให้อาการเซ็บเดิร์มแย่ลงในระยะยาว

ห้ามเกาหรือแกะสะเก็ดโดยเด็ดขาด เพราะการเกาจะทำให้หนังศีรษะเกิดแผลถลอก ซึ่งเป็นทางผ่านของเชื้อแบคทีเรียจนเกิดการอักเสบเป็นหนอง และอาจทำลายรากผมจนเกิดปัญหาผมบางถาวร หากมีอาการคันมากแนะนำให้ใช้ปลายนิ้วนวดเบา ๆ ขณะสระผมด้วยแชมพูยา หรือใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงหนังศีรษะกลุ่มที่ช่วยลดอาการคันโดยเฉพาะตามคำแนะนำของแพทย์

ลมร้อนจัดจะดึงความชุ่มชื้นออกจากผิวหนัง ทำให้หนังศีรษะแห้งตึงและกระตุ้นการอักเสบ สำหรับผู้ป่วยเซ็บเดิร์ม ควรใช้ลมเย็นหรือลมที่มีอุณหภูมิอุ่นเล็กน้อย เป่าให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณโคนผม เพราะความอับชื้นที่หนังศีรษะเป็นสภาพแวดล้อมที่เชื้อรา Malassezia เจริญเติบโตได้ดีที่สุด

แพทย์หญิงภัทรา ภิญโญภาวศุทธิ (หมอเบนซ์)

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผมและศัลยกรรมเส้นผมที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ปริญญาโทด้านตจวิทยา (ผิวหนัง) จาก King's College London ได้รับการรับรองจาก American Board of Hair Restoration Surgery และเป็นสมาชิก ISHRS หมอเบนซ์มีประสบการณ์การทำงานที่ DHT Clinic และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และปัจจุบันให้บริการที่คลินิกปลูกผม Grow & Glow โดยมุ่งเน้นการรักษามาตรฐานระดับสากล


ปรึกษาออนไลน์ฟรีกับคุณหมอ