วิธีรักษาโรคเซ็บเดิร์มที่หัว และการดูแลตัวเองเบื้องต้น
| Key takeaway / Summary of topic answer การแยกระหว่างรังแคทั่วไปกับเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการรักษา เนื่องจากเซ็บเดิร์มคือภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่มีความรุนแรงกว่าปกติ สังเกตได้จากสะเก็ดสีเหลืองที่มีลักษณะมันเยิ้มร่วมกับอาการแดงและคันอย่างรุนแรง แม้ในผู้ใหญ่โรคนี้มักจะไม่หายขาด 100% แต่สามารถควบคุมให้อาการสงบได้ยาวนานขึ้น ผ่านการใช้แชมพูยาที่มีส่วนผสมของ Ketoconazole หรือ Selenium Sulfide ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนโภชนาการ โดยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง ผลิตภัณฑ์จากนม และแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการอักเสบ พร้อมเสริมสร้างปราการผิวจากภายในด้วยสังกะสี และ Omega-3 สิ่งสำคัญที่สุดคือไม่ปล่อยให้อาการลุกลามจนเกิดพังผืดที่รากผม ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะผมบางถาวร ดังนั้น การปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุดจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการคืนสุขภาพหนังศีรษะที่แข็งแรงและความมั่นใจให้กลับมาอีกครั้ง |

อาการคันบริเวณศีรษะ หลายคนอาจคิดว่าเป็นรังแค เลยปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา แต่รู้หรือไม่ว่าอาการเหล่านี้ยังเป็นอาการของโรคเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะได้อีกด้วย แม้จะเป็นอาการที่ไม่รุนแรงแต่สามารถสร้างความรำคาญใจ และหากว่าโรคลุกลามอาจจะทำให้มีอาการผมร่วงไม่หยุด จนต้องมีการรักษาผมบางตามมา
บทความนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับโรคเซ็บเดิร์ม ทั้งสาเหตุ การรักษา และการดูแลตัวเองในเบื้องต้น
โรคเซ็บเดิร์มคืออะไร ?
โรคเซ็บเดิร์ม คือ โรคผิวหนังอักเสบชนิดหนึ่ง มีอาการคล้ายคลึงกับโรคผิวหนังอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคสะเก็ดเงิน หรืออาการภูมิแพ้ในเด็กทารก มีอาการแพ้ต่อมไขมันอักเสบที่บริเวณหนังศีรษะ เป็นผื่น แดง มีขุย บางคนอาจคิดว่าเกิดเฉพาะบริเวณศีรษะ แต่เซ็บเดิร์มสามารถเกิดบริเวณใบหน้าได้ด้วย เช่น คิ้ว หน้าผาก หู ข้างจมูก หรือบริเวณที่มีต่อมไขมันสะสมเยอะ โดยส่วนมากจะพบในเด็กอายุน้อยกว่า 3 เดือน และผู้ใหญ่อายุช่วง 30-60 ปี และมักพบบ่อยในเพศชาย
สาเหตุของโรคเซ็บเดิร์ม

โรคเซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) มักเป็นโรคที่ไม่สามารถระบุสาเหตุได้แน่ชัด เนื่องจากสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัยด้วยกัน เช่น
- เกิดจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป อากาศหนาวหรือร้อนจัด
- ขึ้นอยู่กับฮอร์โมนอาจมีความแปรปรวนในร่างกาย
- ภาวะของภูมิคุ้มกันที่ตกลง เช่น ในช่วงที่เครียดมาก ๆ หรือว่านอนไม่หลับ
- การใช้ยาบางชนิด เช่น Psoralen Interferon และ Lithium
- การถ่ายทอดทางพันธุกรรม
- ภาวะทางระบบประสาทและจิตเวช เช่น โรคพาร์กินสัน และภาวะซึมเศร้า
- โรคอ้วน
- หลายคนเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเชื้อราบางตัว หรือเชื้อยีสต์บางตัวบนหนังศีรษะหรือใบหน้า
จะเห็นได้ว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคเซ็บเดิร์ม อย่างไรก็ตามเซ็บเดิร์มจัดเป็นโรคผิวหนังเท่านั้นไม่ใช่โรคติดต่อ
อาการของโรคเซ็บเดิร์ม


อาการของโรคเซ็บเดิร์มมักเกิดขึ้นในบริเวณผิวที่มีความมัน และมีต่อมไขมันอยู่มาก เช่น ใบหน้า หลัง หน้าอก จมูก หนังศีรษะ รอบสะโพก ขาหนีบ โดยบริเวณผิวหนังจะแดง แห้ง มีลักษณะเป็นวง
- หากเป็นเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะอาจทำให้ผมร่วง
- บริเวณที่มีเส้นผม คิ้ว หนวดเครา หรือผิวหนังตกสะเก็ดเป็นรังแคบนหนังศีรษะ
- มีอาการคันหนังศีรษะร่วมกับผมร่วงผิดปกติ
- ผิวหนังลอกเป็นขุยสีขาวหรือสีเหลือง ผิวมัน
- มีอาการปวดหรือคันร่วมด้วย
- อาการอาจรุนแรงมากขึ้นหากมีความเครียดและมักจะเกิดรุนแรงในฤดูหนาวและฤดูร้อนจัด

เซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะกับรังแคต่างกันอย่างไร ?
อาการคันและขุยบนหนังศีรษะอาจไม่ใช่รังแคเสมอไป เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ จึงต้องแยกระหว่างรังแคทั่วไปกับเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะให้ออก โดยอาการทั้งสองอย่างมีความแตกต่างกันดังต่อไปนี้
| ข้อเปรียบเทียบ | รังแค (Dandruff) | เซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) |
| ลักษณะสะเก็ด | ขุยสีขาว ขนาดเล็ก แห้ง ร่วงง่าย | สะเก็ดสีขาวหรือเหลือง ลักษณะมันเยิ้ม เป็นแผ่นหนา |
| สภาพผิวหนัง | ปกติ หรือแห้งเล็กน้อย ไม่มีการอักเสบ | ผิวหนังแดง อักเสบ แสบ และบวมแดงชัดเจน |
| บริเวณที่พบ | เฉพาะหนังศีรษะ | หนังศีรษะ คิ้ว ไรผม ข้างจมูก และหลังใบหู |
| ระดับความคัน | คันเล็กน้อยถึงปานกลาง | คันรุนแรงมากขึ้นเมื่อเหงื่อออกหรืออากาศร้อน |
| สาเหตุหลัก | หนังศีรษะแห้งหรือมัน, เซลล์ผิวผลัดตัวเร็ว | เชื้อรา Malassezia ภูมิคุ้มกัน และการอักเสบ |
โรคเซ็บเดิร์มรักษาให้หายขาดได้ไหม ?

เซ็บเดิร์มเป็นโรคที่เกิดจากภายใน สามารถลุกลามได้ทั่วร่างกาย นอกจากบริเวณศีรษะ ยังสามารถลุกลามไปยังบริเวณหลังและบริเวณหน้าอก ซึ่งอาจไม่สามารถหายสนิทหรือหายขาดไปได้ แต่สามารถรักษาเพื่อให้อาการคัน อาการปวดทุเลาลงได้
วิธีดูแลรักษาโรคเซ็บเดิร์มเบื้องต้น
ผู้ที่เป็นโรคเซ็บเดิร์มสามารถรักษาตัวเองเบื้องต้นง่าย ๆ ดังนี้
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางประการ เพื่อทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง เช่น การลดความเครียด การนอนพักผ่อนที่เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- รักษาความสะอาดบริเวณที่เป็นโรค ทำความสะอาดเป็นประจำ โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำความสะอาดได้อย่างถูกต้อง ปราศจากสารระคายเคืองต่าง ๆ เช่น น้ำหอม สี พาราเบน และแอลกอฮอล์
- ดูแลสมดุลของยีสต์ในร่างกาย เช่น ลดอาหารที่มีส่วนประกอบของยีสต์ จะช่วยควบคุมโรคให้อาการทุเลาลง
วิธีรักษาเซ็บเดิร์มที่หัว
วิธีรักษาโรคเซ็บเดิร์มที่หัวอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการกำจัดเชื้อราควบคู่กับการลดการอักเสบ ดังนี้
- ใช้แชมพูยารักษาเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Ketoconazole, Selenium Sulfide หรือ Zinc Pyrithione โดยต้องชโลมทิ้งไว้ 3-5 นาทีเพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์
- ยาทาและยากิน ในกรณีที่มีอาการอักเสบรุนแรง แพทย์อาจสั่งจ่ายยาสเตียรอยด์ความเข้มข้นต่ำ เพื่อลดอาการบวมแดง หรือยาต้านเชื้อราชนิดกินในเคสที่ดื้อต่อยาทา
เป็นเซ็บเดิร์มห้ามกินอะไร และควรกินอาหารเสริมอะไร ?
อาหารและโภชนาการมีความสัมพันธ์โดยตรงกับระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของต่อมไขมัน แม้การกินอาหารจะไม่ใช่สาเหตุหลักของโรค แต่การเลือกกินอาหารที่กระตุ้นการอักเสบจะส่งผลให้เซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะกำเริบและรักษายากขึ้น
กลุ่มอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
การลดหรือเลี่ยงอาหารกลุ่มนี้จะช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนอินซูลิน และลดการผลิตน้ำมันส่วนเกินบนหนังศีรษะ เช่น
- อาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง เช่น ข้าวขาว, ขนมปังขาว, น้ำหวาน และเบเกอรี่ อาหารกลุ่มนี้ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen) ซึ่งส่งผลให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น เป็นอาหารชั้นดีของเชื้อรา Malassezia
- ผลิตภัณฑ์จากนมวัว นมวัวประกอบด้วยฮอร์โมนบางชนิดที่อาจกระตุ้นการอักเสบของผิวหนังในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความไวต่อสารกระตุ้น
- อาหารที่มีส่วนประกอบของยีสต์ เช่น ขนมปังบางประเภท, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ เนื่องจากผู้ป่วยเซ็บเดิร์มมักตอบสนองไวต่อเชื้อราและยีสต์บนผิวหนังอยู่แล้ว
- อาหารแปรรูปและไขมันทรานส์ อาหารฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง จะส่งเสริมกระบวนการอักเสบทั่วร่างกาย ทำให้ผิวหนังที่อ่อนแออยู่แล้วมีอาการแดงและคันมากขึ้น
อาหารเสริมที่ช่วยรักษาเซ็บเดิร์มและลดการอักเสบที่หนังศีรษะ
นอกจากการหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดการอักเสบแล้ว การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารก็มีส่วนช่วยฟื้นฟูและลดการอักเสบได้เช่นกัน
- สังกะสี มีบทบาทสำคัญในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ และช่วยควบคุมการทำงานของต่อมไขมันให้สมดุล นอกจากนี้สังกะสียังช่วยเร่งกระบวนการสมานแผลจากการเกาบริเวณหนังศีรษะ
- กรดไขมันโอเมกา 3 พบมากในน้ำมันปลา และเมล็ดแฟลกซ์ มีคุณสมบัติเด่นในการลดสารก่อการอักเสบในระดับเซลล์ ช่วยลดอาการแดงและขุยสะเก็ดหนาในผู้ป่วยเซ็บเดิร์มได้อย่างมีนัยสำคัญ
- ไบโอติน และวิตามินบีรวม โดยเฉพาะ บี 2 (Riboflavin), บี 3 (Niacin) และบี 6 (Pyridoxine) มีส่วนสำคัญในการเผาผลาญไขมันในร่างกาย หากขาดวิตามินกลุ่มนี้อาจทำให้ผิวหนังอักเสบและลอกเป็นขุยได้ง่ายขึ้น รวมถึงช่วยบำรุงเส้นผมไม่ให้ขาดหลุดร่วงง่ายจากผลกระทบของโรค
- โพรไบโอติกส์ จุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ช่วยปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานเป็นปกติ ลดการตอบสนองที่รุนแรงเกินไปของร่างกายต่อเชื้อรา Malassezia บนผิวหนัง
เซ็บเดิร์มหายเองได้ไหม ?
คำตอบแบ่งออกเป็น 2 กรณีตามช่วงอายุและปัจจัยกระตุ้น
- เซ็บเดิร์มในทารก เกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนจากแม่ที่ยังค้างอยู่ในร่างกายเด็ก กระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานผิดปกติ กรณีนี้ส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ เมื่อระดับฮอร์โมนเข้าสู่ภาวะสมดุลในช่วงอายุประมาณ 6-12 เดือน โดยไม่ทิ้งรอยโรคเรื้อรัง
- เซ็บเดิร์มในผู้ใหญ่ มักไม่หายขาด 100% เนื่องจากสภาพผิวหนังของผู้ป่วยมีความไวต่อปัจจัยกระตุ้นมากกว่าปกติ เช่น เชื้อราประจำถิ่น (Malassezia), ความเครียด หรือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง แต่สามารถรักษาให้โรคอยู่ในระยะสงบได้
เป็นเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะ ทำไมต้องรีบรักษา ?
แม้เซ็บเดิร์มจะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่การปล่อยให้อาการกำเริบซ้ำซากโดยไม่รักษา จะส่งผลเสียโดยตรงต่อเส้นผม ดังนี้
- ทำลายวงจรผม การอักเสบเรื้อรังบริเวณหนังศีรษะทำให้รากผมอ่อนแอลง วงจรชีวิตของเส้นผมสั้นลง ทำให้เกิดภาวะผมร่วงผิดปกติ
- เกิดพังผืดที่รากผม ทำให้รากผมฝ่อตัวถาวร ส่งผลให้ผมบางลงอย่างเห็นได้ชัดและรักษาได้ยากขึ้น
- คันอย่างรุนแรง นำไปสู่การเกา ซึ่งเป็นการทำลายหนังศีรษะและดึงรั้งเส้นผมให้หลุดร่วงก่อนกำหนด
จัดการเซ็บเดิร์มอย่างถูกวิธี คืนความมั่นใจให้หนังศีรษะและเส้นผม
แม้โรคเซ็บเดิร์มที่หนังศีรษะจะไม่มีอาการที่รุนแรง แต่ก็ไม่สามารถทำการรักษาให้หายขาดได้เช่นกัน นอกจากนี้หากไม่มีการดูแลเซ็บเดิร์มอาจลุกลามมากกว่าเดิม แนะนำให้พยายามหลีกเลี่ยงโลชั่นหรือแชมพูที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่แพทย์แนะนำ พร้อมกับการออกกำลังกายให้สุขภาพแข็งแรง เครียดให้น้อยลง รวมไปถึงหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ วิธีเหล่านี้เป็นการดูแลตัวเองอย่างง่ายที่สามารถทำได้ที่บ้าน
แต่สำหรับใครที่กังวลและกำลังเผชิญปัญหากับโรคเซ็บเดิร์มว่าควรรักษายังไง อยากได้คำปรึกษาอย่างละเอียด สามารถขอคำแนะนำและปรึกษากับแพทย์ที่ Grow & Glow Clinic คลินิกปลูกผมได้ทุกช่องทาง เราพร้อมให้คำตอบเพื่อให้คุณกลับมามีหนังศีรษะที่สุขภาพดีและเส้นผมที่แข็งแรงอีกครั้ง
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเซ็บเดิร์ม (FAQs)
โรคเซ็บเดิร์มเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมร่วง และเกิดรังแคตามมา
- ยาเมโทรนิดาโซล (Metronidazole) ใช้เป็นยาทาเพื่อต้านเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง
- ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ เช่น ยาไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) ฟลูโอซิโนโลน (Fluocinolone) หรือเดโซไนด์ (Desonide) เพื่อลดอาการแดงหรือคัน
- ยาทาในกลุ่มแคลซินูริน อินฮิบิเตอร์ (Calcineurin Inhibitors)
- ยารับประทานสำหรับกำจัดเชื้อรา เช่น ยาเทอร์บิเนอฟีน (Terbinafine)
ในช่วงที่โรคกำลังกำเริบ มีอาการแดง คัน หรือมีสะเก็ดหลุดลอก ควรงดการทำเคมีทุกชนิด เนื่องจากสารเคมีในสีย้อมผมหรือน้ำยาดัดผมจะก่อให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรง ซึ่งจะกระตุ้นให้เซ็บเดิร์มอักเสบลุกลามและนำไปสู่ภาวะผมร่วงเฉียบพลันได้ แนะนำให้รักษาจนอาการสงบอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ และควรปรึกษาแพทย์เพื่อทดสอบความแข็งแรงของหนังศีรษะก่อนทำเคมีเสมอ
ไม่สามารถติดต่อได้ เซ็บเดิร์มไม่ใช่โรคติดต่อทางผิวหนัง แต่เป็นภาวะผิวหนังอักเสบที่เกิดจากปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น การตอบสนองต่อเชื้อราประจำถิ่น ความผิดปกติของต่อมไขมัน และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกัน เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรากลุ่มอื่นแทรกซ้อนได้ หากหนังศีรษะมีแผลจากการเกา
แนะนำให้สระผม วันละ 1 ครั้ง ด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ การสระผมเป็นประจำจะช่วยกำจัดน้ำมันส่วนเกินและคราบสะเก็ดที่เป็นอาหารของเชื้อรา แต่ต้องหลีกเลี่ยงการสระผมบ่อยเกินไป มากกว่า 2 ครั้งต่อวัน หรือการใช้น้ำอุ่นจัด เพราะจะทำให้หนังศีรษะแห้งกร้าน ส่งผลให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้นเพื่อชดเชย ซึ่งจะทำให้อาการเซ็บเดิร์มแย่ลงในระยะยาว
ห้ามเกาหรือแกะสะเก็ดโดยเด็ดขาด เพราะการเกาจะทำให้หนังศีรษะเกิดแผลถลอก ซึ่งเป็นทางผ่านของเชื้อแบคทีเรียจนเกิดการอักเสบเป็นหนอง และอาจทำลายรากผมจนเกิดปัญหาผมบางถาวร หากมีอาการคันมากแนะนำให้ใช้ปลายนิ้วนวดเบา ๆ ขณะสระผมด้วยแชมพูยา หรือใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงหนังศีรษะกลุ่มที่ช่วยลดอาการคันโดยเฉพาะตามคำแนะนำของแพทย์
ลมร้อนจัดจะดึงความชุ่มชื้นออกจากผิวหนัง ทำให้หนังศีรษะแห้งตึงและกระตุ้นการอักเสบ สำหรับผู้ป่วยเซ็บเดิร์ม ควรใช้ลมเย็นหรือลมที่มีอุณหภูมิอุ่นเล็กน้อย เป่าให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณโคนผม เพราะความอับชื้นที่หนังศีรษะเป็นสภาพแวดล้อมที่เชื้อรา Malassezia เจริญเติบโตได้ดีที่สุด